ลำปาง

“พากลับบ้าน” : เมื่อทางกลับบ้านสะท้อนโครงสร้างเมือง

14 สิงหาคม 2025
|
906 อ่านข่าวนี้
|
0



เส้นทางกลับบ้านที่บอกอนาคตของเมือง

                เราเคยเห็นภาพในรายการโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นที่เด็กอายุเพียงแค่ 6-7 ขวบ ก็สามารถเดินไปโรงเรียนเองได้ หรือภาพรถโรงเรียนสีเหลืองคลาสสิคที่ได้ชื่อว่าเป็น “ยานพาหนะที่ปลอดภัยที่สุด” ในสหรัฐอเมริกา นอกจากจะเป็นภาพจำแล้ว สองตัวอย่างนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการเดินทางไปกลับโรงเรียนของเด็กนักเรียนที่ได้รับการวางแผนและดูแลอย่างดี ไม่เพียงแต่จากรัฐ โรงเรียน ครอบครัว แต่รวมถึงสังคมโดยรวมด้วย


                    การเดินทางไปกลับโรงเรียนของเด็กนักเรียนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพื้นที่ที่อยู่อาศัย งบประมาณของครอบครัว หรือโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่ ในกรุงเทพฯ แม้จะมีโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลายกว่าต่างจังหวัด แต่เด็กจำนวนมากก็ยังต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าเพื่อรอรถเมล์หรือรถสองแถว ซึ่งมักใช้เวลาเดินทางนานจากการจราจรที่ติดขัด ขณะที่ยังมีรถไฟฟ้า BTS และ MRT เป็นอีกทางเลือกสำหรับเด็กที่สามารถเข้าถึงและมีงบประมาณมากพอ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้มาก


                    สำหรับลำปาง เช่นเดียวกับเมืองต่างจังหวัดทั่วไป ยังไม่สามารถพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเต็มที่ การเดินทางจึงกลายเป็นภาระที่แต่ละครอบครัวต้องจัดการกันเอง ส่วนใหญ่ต้องอาศัยผู้ปกครองเป็นหลัก ทางเลือกถัดมาคือใช้บริการรถรับส่งนักเรียน หรือขึ้นรถโดยสาร “สี่ล้อ” สีเหลือง น้ำเงิน ฟ้า แตกต่างกันไปตามสายของรถ สำหรับเด็กที่ถึงเกณฑ์อายุขับขี่รถก็สามารถเดินทางไปเรียนเองได้ แต่ในภาพรวม ภาระทั้งหมดก็ยังตกอยู่ที่ผู้ปกครอง ที่ต้องจัดการเวลา ทรัพยากร และความปลอดภัยของลูกหลานด้วยตนเอง 





เมื่อเด็กมองเมือง

                ความปกติที่ไม่ค่อยถูกตั้งคำถามนี้ ถูกนำมาทบทวนใหม่โดยกลุ่มเยาวชนจากโปรเจกต์ “ลอง Young (the Young Experimenters Vol.2)” ภายใต้กลุ่ม “นักจัดการปัญหาเมือง (Policy Creator)” ที่ชวนเยาวชนมาสำรวจและพัฒนานโยบายเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเมืองลำปางในแบบฉบับของตัวเอง 


                เมื่อเด็กเหล่านี้ได้ระดมความคิด แบ่งปันประสบการณ์ที่มาจากต่างโรงเรียนและชุมชน ก็พบว่าหนึ่งในข้อสังเกตหลักคือ นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาผู้ปกครอง บางครอบครัวถึงขั้นต้องซื้อรถใหม่เพื่อใช้รับส่งลูกหรือให้ลูกขับขี่ไปเรียนเอง ผลลัพธ์คือจำนวนรถทั้งรถยนต์และรถมอเตอร์ไซด์บนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเขตเมือง นอกจากจะสร้างความแออัดแล้ว ยังเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น ปรากฏการณ์ Urban Heat Island ที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ


                ปัญหานี้ไม่ได้อยู่แค่เรื่องของจำนวนรถบนท้องถนน แต่ลึกลงไปถึงการพัฒนาเมืองที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับทางเท้าและจักรยาน ขาดจุดเชื่อมต่อของระบบขนส่ง ท่ารถแต่ละอำเภอที่อยู่กระจายกัน ไม่มีจุดศูนย์กลาง เช่น ท่ารถอำเภอแจ้ห่มอยู่บริเวณหลิ่งจันหมัน กาดกองต้า ในขณะที่ท่ารถอำเภอห้างฉัตรหรือเสริมงามอยู่แถวโรงพยาบาลลำปาง ทำให้ไม่สะดวกในการต่อรถและเกิดความซับซ้อนของระบบขนส่ง ส่วนทางเท้าบนถนนหลายสายยังแคบหรือมีสิ่งกีดขวางจนเดินไม่สะดวก และไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน นี่คือเสียงสะท้อนของเด็กนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มที่พึ่งพาตัวเองได้น้อยในการเดินทาง ต้องอาศัยการเดินหรือขึ้นรถสาธารณะเป็นประจำ ซึ่งต่างจากผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีรถส่วนตัวและใช้ระบบขนส่งน้อยกว่า









วิธีกลับบ้านที่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนตัว 

                การยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นในเรื่องการเดินทางไปกลับของนักเรียนเป็นเพราะนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและความปลอดภัยสำหรับเด็ก มีระบบสนับสนุนให้เด็กสามารถเดินไปโรงเรียนเองได้ ให้ท้องถิ่นร่วมกับโรงเรียนมีหน้าที่วางแผนตามสภาพย่านและชุมชน ฤดูกาล และความปลอดภัยของเส้นทาง จนเกิดเป็น “เส้นทางเดินที่ปลอดภัย (tsuugakuro)” และกลุ่มเดินไปโรงเรียน ซึ่งทั้งกระบวนการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ผู้ปกครองหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงคนในสังคมที่ช่วยดูแลความปลอดภัยของเด็กระหว่างทาง แสดงให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ซึ่งต่างจากระบบของไทยที่ยังมองปัญหานี้เป็นปัจเจก ครอบครัวต้องแบกภาระไว้เองเกือบทั้งหมดอย่างที่เราคุ้นเคย


                ในลำปาง รถมอเตอร์ไซค์ถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับทั้งเด็กและครอบครัว บ้านหนึ่งหลังถ้าไม่มีรถยนต์ก็ต้องมีมอเตอร์ไซค์เป็นอย่างน้อย แต่ในความจริง เด็กจำนวนมากยังไม่มีใบขับขี่ แม้จะถึงเกณฑ์อายุที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย (ไม่ต่ำกว่า 15 ปี สำหรับรถมอเตอร์ไซด์ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 110 CC) ผู้ปกครองบางคนปล่อยให้ลูกขี่รถเพราะไม่มีทางเลือก และยังขาดความเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การตรวจเช็คสภาพรถหรือการดูแลให้สวมหมวกกันน็อค ทำให้ความเสี่ยงถูกผลักให้เด็กเป็นผู้รับ



                รถตู้รับส่งนักเรียนเป็นทางเลือกที่จำเป็นของหลายบ้านที่อยู่ต่างอำเภอและผู้ปกครองไม่สามารถไปรับส่งได้ด้วยตัวเอง ซึ่งรถตู้ที่จะให้บริการได้นั้นต้องผ่านการรับรองจากกรมการขนส่งทางบกและได้รับการรับรองจากโรงเรียน โดยจะได้รับอนุญาตครั้งละ 1 ภาคเรียนเท่านั้น นอกจากนั้น ยังต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียนประจำรถเพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง แต่ผู้ปกครองจำนวนมากอาจยังไม่รู้ข้อกำหนดเหล่านี้ เราจึงยังพบข่าวเด็กถูกลืมไว้ในรถหรือรถรับส่งนักเรียนประสบอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการละเลยการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการรักษาสภาพรถและกำหนดจำนวนผู้โดยสาร เพราะผู้ประกอบการมองว่าจำนวนเด็กยิ่งมากก็ยิ่งคุ้ม จึงรับจำนวนให้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือกฎหมาย 


                ทุกวันนี้เรายังมองเมืองเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับเด็ก เพราะไม่มีระบบใดรับประกันความปลอดภัยของเด็กได้จริงเมื่อออกจากรั้วบ้านหรือโรงเรียนแล้ว เป็นสาเหตุว่าการทำให้เมืองเป็นพื้นที่ปลอดภัย เราจำเป็นต้องออกแบบให้ทุกระบบเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การศึกษา การขนส่ง การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ครอบครัว และชุมชน




เด็กคิด เมืองเปลี่ยน

                ข้อเสนอของเยาวชนจากโครงการ “ลอง Young” มาจากประสบการณ์ตรง การเปรียบเทียบกับตัวอย่างจากเมืองอื่น และการจินตนาการร่วมกันว่า แล้วเมืองของพวกเขาควรเป็นยังไง? เป้าหมายคือการออกแบบเมืองที่เด็กมีทางเลือกในการเดินทางไปโรงเรียนได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ปกครองหรือรถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว โดยเมืองต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเดินเท้าและจักรยาน มีเส้นทางรถโดยสารที่ชัดเจนและปลอดภัย


                ในแนวทางเบื้องต้น เด็กกลุ่มนี้เสนอให้เก็บข้อมูลสายรถโดยสารเดิมที่มีทั้งรถตู้และรถสี่ล้อเพื่อนำมาจัดระเบียบเส้นทางใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานทั่วไปรวมถึงนักเรียนได้จริง ออกแบบท่ารถให้มีจุดเชื่อมต่อที่ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้มีรถ Shuttle Bus คล้ายรถม่วงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หรือรถป๊อปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิ่งให้บริการในช่วงเช้าและหลังเลิกเรียน ควบคู่กับการปรับปรุงทางเท้า ทางจักยาน ถนน และผังเมืองให้เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ต้องใช้ทรัพยากร งบประมาณ แรงงาน และความร่วมมืออย่างมากจากหน่วยงานหลายระดับ 



              ท้ายที่สุด สิ่งที่เด็กนักเรียนกลุ่มนี้พยายามสื่อสาร ไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาอยากกลับบ้านเอง แต่คือการหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยเป็นสาธารณะ ตั้งคำถามกับระบบเมืองเดิมว่าเราสามารถทำให้มันดีกว่าขึ้นได้หรือไม่ เราสามารถออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนทุกวัย โดยเฉพาะวัยที่มีความเปราะบางอย่างเด็ก ให้สามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีทางเลือก  

     


____________________________________________

อ้างอิง

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค. (10 พฤษภาคม 2560). รถรับส่งนักเรียนทุกคันต้องได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกราย.

https://www.consumerthai.org/busnews/3906-600510_news2.html

ณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ. (2 ตุลาคม 2567). รถบัสโรงเรียน สหรัฐฯ มาตรฐานความปลอดภัยที่ไทยควรไปให้ถึง. The Standard.

https://thestandard.co/usa-school-bus-safety/

สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย. (2018). จากญี่ปุ่น [เอกสาร PDF].

https://www.th.emb-japan.go.jp/files/100327125.pdf

SafeDriveDLT. (ไม่ระบุปี). ทำใบขับขี่อายุเท่าไหร่ได้บ้าง ต้องใช้อะไรบ้าง?

https://safedrivedlt.com/ทำใบขับขี่__trashed/ขอใหม่/

0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI