ทำไมเราต้องรวย
เงินทองเป็นเรื่องสำคัญเสมอ ช่วงศตวรรษที่ 16 ในยุโรป ณ เวลานั้น คนที่เป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระ จะถูกลงโทษอย่างหนัก ในหนังสือเวนิชวานิชของเช็คสเปียร์ เขียนถึงคนที่เบี้ยวหนี้ อาจโดนลงโทษถึงขั้นเฉือนเนื้อหนังออกไปเพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้ ในสหรัฐอเมริกาช่วงที่ยังเป็นอาณานิคม บรรดาลูกหนี้ที่ไม่มีปัญญาจ่ายเงินก็จะถูกตราประทับด้วยเหล็กร้อนบนฝ่ามือด้วยตัว ’T’ ซึ่งหมายถึง Thief เพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ควรค้าขายกับคนๆ นี้ ดูเหมือนใคร ที่ทรยศต่อเงินตราย่อมโดนลงโทษ กระนั้นคนเราก็ไม่เคยเข็ดหลาบกับความอยากรวย
ปัจจุบันการเป็น
‘คนรวย’ เป็นเป้าหมายหลักของชีวิตของทุกคนก็ว่าได้
ความรวยกลายเป็นมาตรวัดความสำเร็จอันสำคัญ แถมมีการสร้างความเชื่อด้วยว่า
เราสามารถรวยแบบ shortcut จากเทคโนโลยีต่างๆ ที่ก้าวหน้ามากขึ้น
เราไม่ได้หมายถึงว่าความร่ำรวยเป็นเรื่องผิดบาปหรือการเป็นคนรวยเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่อย่างใด
เพราะในด้านหนึ่งการมีอิสระทางการเงินในยุคที่ทุนนิยมครอบงำโลกถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น
‘ความรวย’
เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ในสมัยโบราณ ความร่ำรวย
วัดกันที่ความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรอันมีค่ามากกว่าความสามารถ
หากใครสามารถผูกขาดการใช้ทรัพยากรได้ ย่อมมีโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับตัวเองและครอบครัว
แนวความคิดเรื่องความร่ำรวยของมนุษย์เราเริ่มต้นมาพร้อมๆ กับการสร้างสังคม
การมีชนชั้นปกครอง เช่น กษัตริย์ ที่เป็นแบบอย่างของความมั่งคั่ง
นั่นทำให้เรามีสิ่งเปรียบเทียบวิถีชีวิตของคนมั่งมีกับคนยากจนว่าแตกต่างกันขนาดไหน
นั่นอาจเป็นคำตอบง่ายๆ ว่า เราทุกคนล้วนอยากมีชีวิตที่สะดวกสบายกว่าที่ตัวเองเป็นอยู่และความต้องการจะมีชีวิตที่สะดวกสบายนั้น
ไม่เคยมีที่สิ้นสุด
เราพบว่าสัดส่วนของบุคคลที่ร่ำรวยในสังคมหนึ่งๆ
สามารถถือครองทรัพยากรได้มากกว่าที่เราจินตนาการไว้มากมาย ข้อมูลจากบริษัทการตลาด สำนักข่าวอย่างฟอร์ปส (Forbs) หรือสำนักข่าวบลูมเลิร์ก (Bloomberg) ที่เกาะติดเรื่องความมั่งคั่งของผู้คนมาโดยตลอด
ทำการประเมินสัดส่วนของคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกกับคนทั่วไป ซึ่งพบว่าสัดส่วนของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอภิมหารวย
(Ultra-Rich) ซึ่งมีราวหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก
อภิมาหาเศรษฐีหนึ่งคนสามารถถือครองทรัพยากรได้เท่ากับคน 43 คน ในสังคมนั้นๆ
หรือหากนับเฉพาะคนรวย(rich man) พวกเขาจะมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรได้
เท่ากับ 7 คน นั่นหมายถึงว่าพลังในการต่อรองของคนร่ำรวยมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
พลังของคนรวยทุกวันนี้ จึงไม่แตกต่างจากพลังของซุปเปอร์ฮีโร่
ธนาคารเครติดสวิส ให้คำจำกัดความของบุคคลที่อภิมหาเศรษฐี ระเมินว่าน่าจะมีอยู่ราวๆ 175,000 คนจากประชากรทั่วโลกกว่าเจ็ดพันล้านคนว่า คนพวกนี้เป็นพวก ‘Unscathed’ หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่มีใครสามารถสะกิดให้เกิดแผลใดๆ ได้ เป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงทรัพยากรที่ดีที่สุดของโลก เช่น หมอที่ดีที่สุด อาหารที่ดีที่สุด บ้านที่ดีที่สุด เสื้อผ้าที่ดีที่สุด โอกาสในชีวิตที่ดีที่สุด เพราะพวกเขามีเงินมากพอที่จะจ่าย และมีเครือข่ายของคนที่รวยเหมือนกันอยู่ล้อมรอบ
ความร่ำรวยเหล่านี้ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในชีวิต
เพราะมันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ง่าย ประจักษ์รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์
ซึ่งหากวัดกันด้วยความสุขทางใจหรือการมีสุขภาพที่ดี การวัดค่าเหล่านี้ไม่ได้กระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีเท่ากับความร่ำรวย
ซึ่งวัดเป็นตัวเลขได้ง่ายกว่า
หากต้องยกตัวอย่างว่าความร่ำรวยเปลี่ยนชีวิตของเราได้มากแค่ไหน
คงหนีไม่พ้นกรณีของประเทศจีน
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน จีนยังมีปัญหาเรื่องระบบสาธารณสุขไม่ทั่วถึง
ผู้คนยังคงอยู่อาศัยโดยพึ่งพารัฐแบบคอมมิวนิสต์เป็นหลัก แต่หลังจากที่จีน
นำตัวเองเข้ามสู่ห่วงโซ่การผลิตของโลก กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้จีนเปิดประเทศ
ต้อนรับการลงทุนจากทุกแห่งหน จีนใช้เวลาเพียง 3
ทศวรรษเบียดตัวเองขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก
สินค้าเกินครึ่งหนึ่งของโลกล้วนผลิตที่จีน ความร่ำรวยนี้ทำให้โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนไปอย่างมาก ณ เวลานี้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก
จากการจัดอันดับของฟอร์ปส บุคคลที่ร่ำรวยที่สุด 10 อันดับแรกของจีนมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า
2 ล้านล้านเหรียญ หรือราว 60 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยต่อปี
15 เท่า
อดีตความร่ำรวยเป็นเรื่องของชนชั้นปกครอง
กษัตริย์ หรือขุนนาง แต่ต่อมาเมื่อระบบการปกครองเปลี่ยนการค้าขายเปลี่ยน
ความร่ำรวยตกไปอยู่ในมือของพ่อค้าวานิชย์
ใครที่สามารถสร้างช่องทางการค้าขาย ต่อยอดทำกำไรจากนวัตกรรมใหม่ๆ ได้
ก็จะมีโอกาสสะสมความมั่งคั่งได้มากขึ้น และดูเหมือนว่าโลกยุคนี้ก็จะเอื้อให้คนรวยสามารถทำทุกอย่างได้สะดวกกว่า
ตลาดโลกนิยม (Market Globalism)
ศาสตราจารย์แมนเฟรด
สเตเกอร์ (Manfreed Steger) ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกศึกษา
(Global Studies) แห่งมหาวิทยาลัย RMIT และมหาวิทยาลัยฮาวาย
เคยอธิบายเรื่องปรากฎการณ์ของความร่ำรวยที่มาพร้อมกับโลกาภิวัฒน์ไว้ว่า
โลกเราทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยความเชื่อเรื่องตลาดโลกนิยม (Market Globalism)
อย่างเต็มตัว
ตลาดโลกนิยมเป็นคำที่ศาตราจารย์สเตเกอร์ใช้เรียกลักษณะของโลกาภิวัฒน์ที่เกิดขึ้นในช่วง
50 ปีที่ผ่านมาว่า ‘เป็นเหมือนความเชื่ออันแข็งแกร่งที่ยากจะต้านทานได้’
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ โลกาภิวัฒน์ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของการทำการตลาด
ซึ่งหมายถึงสินค้าทุกอย่าง หากไม่ทำตลาดก็ไม่สามารถขายได้
แม้กระทั่งไม้จิ้มฟันก็ยังต้องทำการตลาด กระแสตลาดโลกนิยมได้สร้างความจริง
อีกชุดหนึ่ง เพื่อให้เราเชื่อว่าของเราดีกว่าของที่มีอยู่
เช่นไม้จิ้มฟันที่มียี่ห้อติด ย่อดูดีกว่าไม้จิ้มฟันแบบเดียวกันที่ไม่มียี่ห้อ
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตลอด 50 ปีของโลกาภิวัฒน์
นำเราไปสู่การไม่รู้จักอิ่มในการบริโภค
สร้างภาพการสะสมทรัพย์สินว่าเป็นตัวอย่างของการสร้างความสำเร็จ
เรื่องราวความสำเร็จในการทำธุรกิจของบิล เกตส์ ครอบครัวของแซม วอลตัน (เจ้าของวอล
มาร์ต) หรือเศรษฐีอย่างเบอร์นาด อาร์โนล (เจ้าของกลุ่มธุรกิจแฟชั่น LVMH) มาจนถึงเจฟ เบซอส (ผู้ก่อตั้งแอมะซอน) หรืออีลอน มัสก์ (ผู้ก่อตั้งเทสลาและสเปซเอ๊กซ์)
อีกทั้งภาพความร่ำรวยของผู้มีชื่อเสียงที่สามารถเผยแพร่ได้รวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิมยิ่งทำให้ความเชื่อเรื่องตลาดโลกนิยมและความร่ำรวยคือความสำเร็จ
กลายเป็นกรอบความคิดของคนยุคใหม่ว่าต้องทำและไปให้ถึงมากกว่าค่านิยมแบบอื่นๆ
หรือพูดให้ชัดเข้าไปอีกก็คือ ความสำเร็จของคนยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การมีสุขภาพที่ดี
มีความสุขสงบในใจหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ก่อผลพิษ เป้าหมายสูงสุดของความสำเร็จส่วนมาก
ยังคงเป็นเรื่องของความร่ำรวยอยู่ดี
ยุติธรรมโลกนิยม (Justice Globalism)
อีกด้านที่ตรงข้ามกับตลาดโลกนิยม คือการสร้างสังคมแบบ ‘ยุติธรรมโลกนิยม’ หรือ Justice Globalism ซึ่งเชื่อว่าโลกเราสามารถร่วมมือกันอย่างเสมอภาคและกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมได้ ซึ่งศาสตราจารย์สเตเกอร์ได้พูดถึงไว้เช่นกัน จะเกิดขึ้นยากมาก เหมือนดังเช่น รัฐสวัสดิการที่ประสบความสำเร็จในประเทศแถบสแกนดิเนเวียน ที่ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคเน้นการทำธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ฉาบฉวย พยายามลดความเหลื่อมล้ำ ให้ความสำคัญกับชุมชนมากกว่าปัจเจก ฯลฯ ทว่าสถานการณ์โลก อาจทำให้ระบอบ (และประเทศที่ยึดมั่นในแนวทางนี้) สั่นคลอน ทั้งเรื่องของสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรป สงครามการค้าที่ระหว่างประเทศมหาอำนาจ หรือระบบการเงินโลกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ลัทธิแบบญิฮาดโลกนิยม (Jihadist Globalism)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ
มันทำให้อีกด้านหนึ่งที่สุดโต่งกว่า เช่น ลัทธิแบบญิฮาดโลกนิยม (Jihadist Globalism) แข็งแกร่งขึ้น (ลัทธิที่อ้างหลักการของศาสนาเพื่อต่อต้านการแยกอุดมการทางศาสนาออกจากอุดมการณ์ทางการเมือง)
เพราะในบางสังคมความแตกต่างทางชนชั้นของคนที่มากขึ้น
โครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปทำให้ชนชั้นล่างที่ปรับตัวไม่ทันลุกขึ้นมาต่อต้าน
และเกิดความวุ่นวายในสังคมและอาจจะเกิดขึ้นอย่างยาวนานจนกว่าโลกจะหาจุดสมดุลย์ใหม่ได้อีกครั้ง
ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าจะไปทางไหนและใช้เวลาเท่าไหร่และอะไรจะเป็นค่านิยมใหม่ของโลกที่จะมาแทนที่ความร่ำรวย
และกว่าจะถึงเวลานั้น ความร่ำรวยยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิต
และนั่นเป็นเหตุผลว่าสลากกินแบ่งไม่เคยขาดทุน