CREATIVE IDENTITY LAB สร้างแบรนด์ยุคใหม่ให้มีตัวตน และเข้าไปอยู่ในใจคนด้วยพลังแห่งเรื่องเล่า

CREATIVE IDENTITY LAB: สร้างแบรนด์ยุคใหม่ให้มีตัวตน และเข้าไปอยู่ในใจคนด้วยพลังแห่งเรื่องเล่า
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โลกธุรกิจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ฟังก์ชันหรือความสวยงามอีกต่อไป การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมอาจเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกแบรนด์ต้องมี คำถามสำคัญคือ เมื่อสินค้าสามารถลอกเลียนแบบกันได้ สิ่งใดที่จะทำให้แบรนด์สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน? คำตอบไม่ได้อยู่ที่การลดราคาเพื่อแข่งขัน แต่อยู่ที่การสร้างความผูกพันทางอารมณ์และมูลค่าที่มองไม่เห็น
คลาส CREATIVE IDENTITY LAB จึงชวนผู้ประกอบการและนักออกแบบมาสำรวจเส้นทางการสร้าง ‘ตัวตน’ ให้กับแบรนด์ เพราะท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว สิ่งเดียวที่ไม่มีใครสามารถแทนที่หรือลอกเลียนแบบได้ นั่นคือ ‘เรื่องราวและอัตลักษณ์’ (Brand Soul) การค้นพบตัวตนที่แท้จริงจะเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยให้แบรนด์สื่อสารได้อย่างแม่นยำและจับใจผู้บริโภค
ในช่วง Lecture โดย คุณศรัณญ อยู่คงดี ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับ SARRAN และศิลปินไทยคนแรกผู้คว้ารางวัลระดับโลก LOOT Acquisition Prize จากนิวยอร์ก ได้ถ่ายทอดกระบวนการถอดรหัสทุนทางวัฒนธรรม เพื่อเปลี่ยนให้เป็นแบรนด์สร้างสรรค์ระดับโลก ผ่าน 2 แนวคิดสำคัญสำหรับการออกแบบและการเล่าเรื่อง ที่ช่วยยกระดับงานฝีมือดั้งเดิมสู่ความร่วมสมัยในระดับสากล
CRAFTING THE IDENTITY: ค้นหา Brand Soul เพื่อก้าวสู่ระดับสากล
การสร้างอัตลักษณ์ที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ เริ่มต้นจากการค้นหา "Brand Soul" หรือจิตวิญญาณของแบรนด์ สิ่งนี้เปรียบเสมือนดีเอ็นเอที่ฝังรากลึกอยู่ในทุกกระบวนการคิด การออกแบบ และการสื่อสาร คุณศรัณญได้นำเสนอแนวทางการผสานเรื่องราวทางวัฒนธรรมเข้ากับงานออกแบบเครื่องประดับร่วมสมัย โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดความงามและภูมิปัญญาแบบเอเชีย (Asian Art-to-Wear)

ซึ่งการหยิบยกทุนทางวัฒนธรรมมาใช้นั้น ไม่ใช่เพียงการทำซ้ำอดีต แต่คือการใช้ Design Storytelling เพื่อสร้างเรื่องราวที่ทรงพลังและมีคุณค่าในระดับสากล ยกตัวอย่างเช่น การนำแรงบันดาลใจจากสตรีในอดีต กลิ่นหอมของดอกไม้ไทย หรือวิถีชีวิตดั้งเดิม มาตีความใหม่ผ่านรูปทรงของเครื่องประดับที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ที่ทำให้ชิ้นงานมีชีวิตและมีเรื่องราวที่พร้อมจะเล่าขานต่อไป

The Power of Imperfection: เปลี่ยนความแตกหักให้เป็นงานศิลปะ
หลายครั้งที่นักออกแบบมุ่งมั่นตามหาความสมบูรณ์แบบจนหลงลืมเสน่ห์ของความเป็นจริง แต่ในโลกของการทำแบรนด์ แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเล่าแต่ความสมบูรณ์แบบเสมอไป ความงามที่แท้จริงมักซ่อนอยู่ในร่องรอยของกาลเวลาและประสบการณ์
คุณศรัณญได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาการสร้างสรรค์คอลเลกชัน Oriental Blue ซึ่งเกิดจากการนำชิ้นส่วนเซรามิกและเครื่องลายครามที่แตกหักมาสร้างสรรค์ใหม่ แม้ในความเชื่อเดิมของไทย สิ่งของที่แตกหักมักถูกมองว่าเป็นลางร้ายและไม่ควรเก็บไว้ในบ้าน แต่เมื่อนำมุมมองทางศิลปะเข้ามาผนวก การตีความใหม่จึงเกิดขึ้น
• คุณค่าจากความไม่สมบูรณ์: ความไม่เพอร์เฟกต์สามารถนำมาสร้างความโดดเด่นและเป็นจุดเริ่มต้นของงานดีไซน์ได้ รอยร้าวหรือความเว้าแหว่งไม่ใช่จุดจบของชิ้นงาน แต่เป็นพื้นที่ว่างที่เปิดโอกาสให้ความสร้างสรรค์ได้เข้ามาเติมเต็ม
• เทคนิคเฉพาะตัว: การใช้น้ำยาประสานแบบเครื่องเซรามิกญี่ปุ่นและการเชื่อมทอง ช่วยเปลี่ยนรอยแตกหักให้กลายเป็นงานศิลปะและเครื่องประดับที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงามทางสายตา แต่ยังเป็นการซ่อมแซมเรื่องราวในอดีต ให้กลับมามีชีวิตที่ล้ำค่าและไม่เหมือนใครอีกครั้ง

แนวคิดการสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนนี้ เชื่อมโยงไปสู่ช่วง Talk & Discussion โดย คุณจูน เซคิโน สถาปนิกแถวหน้าของไทยและผู้ก่อตั้ง JUNSEKINO Architect and Design ดำเนินรายการโดย คุณกัญญมน บูรณะกร ซึ่งได้ร่วมวิเคราะห์การสร้างแบรนด์สไตล์เรียบง่ายแต่ทรงพลังในยุค Creator Economy
LESS IS MORE BRANDING: สื่อสารอย่างถ่อมตัว แต่ทรงพลัง
ในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและผู้สร้างคอนเทนต์มากมาย แบรนด์มักพยายามส่งเสียงให้ดังที่สุดเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่แท้จริงแล้ว การสื่อสารตัวตนของแบรนด์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่จำเป็นต้อง "ตะโกน" หรือพูดเกินจริงเสมอไป

คุณจูนได้นำเสนอหลักการเล่าเรื่อง (Storytelling) แบบถ่อมตัว (Humble) แต่มีความจริงใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบสถาปัตยกรรมและพื้นที่สไตล์มินิมอล การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ต่อผลงาน ไม่แต่งเติมสิ่งที่เกินจริง จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพันที่ยั่งยืนกับผู้บริโภค
• Past-Present-Future: การเล่าเรื่องที่ทรงพลังต้องเชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพรวมและการเดินทางของผลงาน การเล่าเรื่องไม่ควรโฟกัสเพียงแค่ความสำเร็จปลายทาง แต่ควรให้ความสำคัญกับจุดเริ่มต้น ความท้าทาย และเจตนารมณ์ของการออกแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจและ
ซึมซับคุณค่าได้อย่างลึกซึ้ง
• ผลงานที่ดีจะพูดน้อย: งานออกแบบที่ดีจะสามารถทำหน้าที่สื่อสารตัวมันเองและเข้าไปอยู่ในใจคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือพูดเยอะ เมื่ออัตลักษณ์ของแบรนด์มีความชัดเจน การจัดวางพื้นที่ วัสดุที่เลือกใช้ หรือแม้กระทั่งความว่างเปล่า ก็สามารถสื่อสารเจตนารมณ์ของนักออกแบบได้อย่างสมบูรณ์
เปลี่ยนข้อจำกัดเป็นจุดเด่น และรักษาสมดุลระหว่าง Art กับ Business
สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้น การตั้งคำถามเพื่อค้นหา Creative Identity และ DNA ของแบรนด์ตั้งแต่วันแรกเป็นสิ่งสำคัญ ทิศทางที่ชัดเจนจะช่วยป้องกันไม่ให้แบรนด์หลงทางไปตามกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
• Cultural Identity: การดึงทุนทางวัฒนธรรมและวัสดุท้องถิ่นมาตีความใหม่ สามารถเปลี่ยนข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือวัสดุให้กลายมาเป็นลายเซ็นของงาน (Key Signature) ที่ไม่ล้าสมัยได้ ตัวอย่างเช่น การใช้อิฐแดงหรือวัสดุพื้นถิ่นในงานสถาปัตยกรรม เมื่อนำมาจัดวางด้วยเทคนิคใหม่และแนวคิดร่วมสมัย ข้อจำกัดเหล่านั้นจะกลายเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำ

• Business Viability: การรักษาสมดุลระหว่างความเป็นตัวเอง (Art) กับโจทย์ของลูกค้า (Business) เป็นหัวใจสำคัญในการต่อยอดธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโต นักออกแบบต้องเรียนรู้ที่จะผสานความงามทางศิลปะเข้ากับการแก้ปัญหาและการตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างชาญฉลาด
• จุดแข็งที่ AI ทดแทนไม่ได้: ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า จุดแข็งของงานมือ (Human Touch/Craft) ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีและ AI ไม่มีวันดิสรัปต์ (Disrupt) หรือทดแทนได้ เพราะความรู้สึก อารมณ์ และประสบการณ์ของมนุษย์ที่ถ่ายทอดลงในชิ้นงาน คือสิ่งที่สร้างรสนิยมและความแตกต่างที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

บทสรุปสำหรับแบรนด์สร้างสรรค์ยุคใหม่
การทำแบรนด์ยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้าเพื่อแข่งขันในตลาด แต่คือการหา ‘คนชอบในสิ่งเดียวกัน’ และสร้างฐานคอมมูนิตี้ที่รักในคุณค่าของแบรนด์ ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ซื้อเพียงแค่ฟังก์ชันการใช้งาน แต่พวกเขาซื้อตัวตน เรื่องราว และความเชื่อที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง
การผสานความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางวัฒนธรรม และเรื่องราวที่จริงใจ จะช่วยปั้นแบรนด์ให้มีตัวตนที่ชัดเจน โดดเด่น และก้าวสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน ความสำเร็จของแบรนด์จึงไม่ได้วัดจากเสียงที่ดังที่สุด แต่วัดจากความสามารถในการเข้าไปนั่งในใจผู้คนและสร้างแรงบันดาลใจที่ส่งต่อได้อย่างไม่รู้จบ
อยากเจาะลึกและเก็บทุกแนวคิดจากคลาสนี้ รับชมย้อนหลัง CREATIVE IDENTITY LAB: Brand × Storytelling แบบเต็มคลาสได้ทาง
▶️ YouTube OKMD: https://www.youtube.com/live/VeRYsINwmv0?si=TIuuQ5OhuTg741p5
🔵 หรือเรียนผ่าน OKMD e-Learning พร้อม ขอรับเกียรติบัตรเมื่อเรียนจบหลักสูตร: https://elearning.okmd.or.th/course/creative-identity-lab-brand-storytelling