ดนตรีในฐานะเครื่องมือพัฒนาการรับรู้ตนเองและสุขภาวะทางจิต

14 กันยายน 2026
|
166 อ่านข่าวนี้
|
0

ดนตรีมิใช่เป็นเพียงสิ่งบันเทิง แต่ยังสามารถมีบทบาทในกระบวนการของ "เครื่องมือบำบัด" ได้ด้วย กิจกรรมหัวข้อ Sound × Mental Health: Soundtrack of Life โดย ชลัช วรยรรยง นักดนตรีบำบัดวิชาชีพที่ได้รับการรับรองจากสมาคมดนตรีบำบัดประเทศเยอรมนี ร่วมกับ Isan Wellness Soundscape ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงสภาวะภายในของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาษาพูดเป็นสื่อกลาง



ดนตรีบำบัด (Music Therapy) ในแนวทางที่กิจกรรมนี้นำเสนอไม่ได้มุ่งเน้นความสามารถทางดนตรีหรือความไพเราะของเสียง แต่ใช้ดนตรีเป็นพื้นที่กลางที่เปิดให้อารมณ์และความรู้สึกสามารถปรากฏขึ้นได้อย่างปลอดภัยและไม่ถูกตัดสิน หัวใจสำคัญของกระบวนการตั้งอยู่บนความเข้าใจทางประสาทวิทยาว่ามนุษย์รับรู้จังหวะและเสียงตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ความสามารถในการประสานกับเสียงจึงเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ความเชื่อว่าตนเองไม่เก่งดนตรีจึงมักเป็นเพียงการปิดกั้นตัวเองจากประสบการณ์ที่แท้จริง มากกว่าจะเป็นข้อจำกัดทางชีววิทยา นอกจากนี้ระบบ Limbic System ในสมองยังเชื่อมโยงอารมณ์กับความทรงจำโดยตรง ทำให้เพลงบางเพลงสามารถกระตุ้นความรู้สึกได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ดนตรีบำบัดจึงทำหน้าที่ช่วยค้นหาต้นตอของอารมณ์เหล่านั้นอย่างเป็นระบบ




เริ่มแรกด้วยการเลือกเครื่องดนตรีตามความสนใจของตนเอง และบรรเลงร่วมกันในรูปแบบ improvisation โดยไม่มีโน้ตหรือกรอบที่ตายตัว ค่อยๆปรับเสียงดนตรีเข้าหากันจนสุดท้ายเกิดเป็นการสร้าง Harmony ร่วมกันเสียงจากที่แตกต่างกันค่อยๆ ประสานเข้าหากันโดยไม่มีการใช้คำพุดและเป็นไปอย่างธรรมชาติ สิ่งที่น่าสนใจในกิจกรรมนี้คือทุกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเครื่องดนตรี การตัดสินใจเล่นหรือหยุด หรือวิธีที่ตอบสนองต่อเสียงผู้อื่น ล้วนเป็นข้อมูลที่สะท้อนรูปแบบบุคลิกภาพและวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ผู้เข้าร่วมบางคนเล่นอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาภาพรวม บางคนปลดปล่อยอารมณ์ผ่านจังหวะที่ผันผวน และบางคนเลือกที่จะฟังก่อนแล้วจึงค่อยเข้าร่วม ความแตกต่างเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับการทำความเข้าใจตนเอง




กระบวนการดำเนินต่อด้วยการชวนฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เสนอแนวคิดว่าการนั่งหรือนอนฟังเพลงอย่างตั้งใจนั้นเป็นการดูแลตนเอง (self-care) ชวนตั้งข้อสังเกตว่าหากเรารู้สึกว่าไม่มีเวลาฟังเพลงนั่นอาจเป็นสัญญาณว่ากำลังให้สิ่งอื่นมีความสำคัญเหนือกว่าตัวเอง กระบวนการยังนำเสนอ ISO Principle หรือหลักความสอดคล้อง ซึ่งแนะนำให้เริ่มต้นจากเพลงที่ตรงกับอารมณ์ปัจจุบัน แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเพลงให้พาอารมณ์เคลื่อนไปสู่ทิศทางที่ต้องการ เพลงที่มีความหมายส่วนตัวจะทำงานได้ดีกว่าเพลงที่ดีแต่ไม่คุ้นเคย เพราะสมองจะเชื่อมโยงกับอารมณ์ได้แม่นยำกว่า เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง ผู้เข้าร่วมออกไปพร้อมกับเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ทักษะการเล่นดนตรี แต่คือความสามารถในการใช้ดนตรีเป็นกระจกสะท้อนใจ และเป็นเพื่อนร่วมทางในการดูแลสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน




แนวคิดสำคัญที่กิจกรรมนี้ทิ้งไว้คือ ดนตรีทำหน้าที่เป็น "ไทม์แมชชีน" ที่พากลับไปสู่ช่วงเวลา อารมณ์ และตัวตนของเราในช่วงนั้นได้ทันที รสนิยมดนตรีที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงวัยจึงเป็นบันทึกของการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของตัวตน เพลย์ลิสต์จึงไม่ใช่แค่รายชื่อเพลง แต่คือ "สมุดเบาใจ" ที่บันทึกตัวตน อารมณ์ และความทรงจำในแต่ละช่วงชีวิตไว้อย่างมีชีวิตชีวา

ในภาพรวมกระบวนการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพจิตผ่านดนตรีไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางด้านดนตรี แต่คือความสามารถในการรับรู้และยอมรับสภาวะภายในของตนเอง ผู้เข้าร่วมไม่เพียงได้รับความรู้เกี่ยวกับดนตรีบำบัดในเชิงทฤษฎี แต่ได้สัมผัสประสบการณ์ตรงของการใช้เสียงในการสำรวจตนเอง ทั้งในรูปแบบ Active Music Therapy ที่เปิดพื้นที่ให้แสดงออกโดยไม่มีกรอบถูกผิด และ Receptive Music Therapy ที่ฝึกการฟังอย่างมีสติในฐานะการดูแลตนเอง




ที่มา: กิจกรรมหัวข้อ Sound × Mental Health: Soundtrack of Life โดย ชลัช วรยรรยง นักดนตรีบำบัดวิชาชีพที่ได้รับการรับรองจากสมาคมดนตรีบำบัดประเทศเยอรมนี ร่วมกับกลุ่ม Isan Wellness Soundscape ภายใต้ Music Creative Lab โครงการ Talent Everywhere ระยะที่ 2 จัดโดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ณ TK Park ชั้น 8 CentralWorld


0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI