“ชุมชนปากแพรก” : ความทรงจำแห่งอดีตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

“ชุมชนปากแพรก”
ความทรงจำแห่งอดีตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
ก่อนย่ำเท้าเดินท่องถนนปากแพรก เราดูแผนที่บนป้ายระบุจุดท่องเที่ยวบนถนนสายเล็กๆ ที่ขนาบข้างไปด้วยตึกอาคารทั้งในรูปแบบเก่าและแบบใหม่ สลับกันอยู่ทั้ง 2 ข้างทาง เสน่ห์อันเก่าแก่อดีตในปัจจุบันที่มีมนต์ขลัง ความรุ่งเรืองของคืนวันเก่าๆ ยังคงปรากฏ ให้เห็นอย่างแจ่มชัดบนสองฟากฝั่งถนนในปัจจุบัน ถนนสายเล็ก ๆ มีระยะทางเพียง 2 กิโลเมตร แต่กลับมีเรื่องราวยาวนานเทียบเท่ากับอายุของตัวเมืองกาญจนบุรีที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2374 สถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนที่เป็นเอกลักษณ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับการก่อตั้งเมืองกาญจนบุรี ต้น กรุงรัตนโกสินทร์ ประวัติศาสตร์สากลที่ผูกพันใกล้ชิดกับสงครามโลกครั้งที่ 2 การกำเนิดของย่านการค้าเก่าแก่ที่เกี่ยวเนื่องกับแม่น้ำสายหลักของ เมืองกาญจนบุรี รวมทั้งภูมิหลังของบุคคลสำคัญๆ ระดับประเทศหลายต่อหลายคน
“ชุมชนปากแพรก” ซึ่งเป็นถนนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และยังคงบรรยากาศของวันเก่าๆ ที่ชวนให้เราได้ไปเดินย้อนเวลา เพื่อซึมซับความทรงจำแห่งอดีตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
‘ถนนปากแพรก’ ตั้งชื่อตามตำบลที่ตั้งของถนน คือ ตำบลปากแพรก มีความหมายว่า เป็นบริเวณทางแยกของแม่น้ำ เพราะบริเวณตำบลนี้เป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำแม่กลอง เกิดจากการสบกันระหว่างแม่น้ำแควน้อยกับแม่น้ำแควใหญ่ ก่อนจะไหลลงอ่าวไทยที่สมุทรสงคราม ทำให้บริเวณนี้เกิดเป็นทางแยกของแม่น้ำถึง 3 สาย ในเอกสารภาษาพม่าเรียกบริเวณนี้ว่า ‘เมี้ยโส่ง’ หมายถึง แม่น้ำสบกัน ชุมชนถนนปากแพรก ตั้งอยู่ริมกำแพงเมืองกาญจนบุรี ใกล้พระบรมราชานุสาวรีย์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จากตัวเมืองกาญจนบุรี ตามถนนแสงชูโต เมื่อถึงสี่แยกสถานีตำรวจภูธรกาญจนบุรี ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนหลักเมือง ผ่านประตูเมืองก็จะเจอถนนปากแพรก ชุมชนถนนปากแพรกหรือชุมชนบ้านเหนือ เป็นชุมชนเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของกาญจนบุรี ตั้งอยู่ริมกำแพงเมืองกาญจนบุรี ใกล้พระบรมราชานุสาวรีย์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 190 ปี
เริ่มก่อตั้งขึ้นในยุคสร้างเมืองกาญจนบุรีใหม่ ในสมัยสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เมื่อราวปี พ.ศ.2374 โดยมีชาวจีนและญวนได้มาตั้งรกราก เพื่อทำการค้าในครั้งนั้นชุมชนปากแพรกนี้ มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ครั้งสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังเป็นสถานที่ ๆ เป็นภูมิหลังของบุคคลสำคัญ และเป็นถนนคอนกรีต สายแรกของเมืองกาญจนบุรีอีกด้วย อาคารบ้านเรือน ที่พักอาศัยก่อสร้างด้วยภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน โดยยังคงสภาพเดิมไว้ค่อนข้างมาก มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบตะวันออกผสม ตะวันตก ที่สร้างขึ้นในยุครัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา อิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมของบ้านเรือน อาคารในชุมชนปากแพรกมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมจีน บ้านเดี่ยวบนถนนปากแพรกมักเป็น บ้านคหบดี โดยใช้ทั้งพักอาศัยและทำการค้าด้วยส่วนห้องแถวใช้เป็นร้านค้าบ้านเดี่ยวมักก่ออิฐถือปูน แปลนมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเสมอกันทั้งชั้นล่าง ชั้นบนมักมีมุขด้านหน้า หลังคารูปหน้าจั่ว ทรงปั้นหยา ชายคายื่นออกมาเล็กน้อยประมาณ 1 เมตรบางหลังตกแต่งหน้าจั่วด้วยลวดลายปูนปั้นประตูมีทั้ง บานลูกฟักบานฟี้ยมแบบเรียบหน้าต่างสูงคล้ายประตู มีช่องลม บางแห่งฉลุลวดลาย หรือใช้บานเกล็ดไม้และกระจกสีห้องแถว อาจเป็นสองชั้นหรือ ชั้นเดียว ทำด้วยปูนซิเมนต์ โครงไม้รวก (ไผ่รวก) มีลักษณะทึบปูนซิเมนต์ที่ใช้ในสมัยนั้นสั่งมาจากต่างประเทศ (ปูนปอร์ตแลนด์)ช่างโดยส่วน ใหญ่เป็น ช่างชาวจีน หรือไม่ก็สร้างเองโดยใช้ลูกมือเป็นคนงานพื้นบ้าน สีส่วนใหญ่จะซื้อ บางแห่งทำสีเองคือนำดินจากทุ่งนาคราชมากรองแล้ว ผสมกับ น้ำข้าวเหนียวใช้ทา คงทนมาจนถึงปัจจุบัน อาคารบ้านเรือนมีอายุ 70 ปีเป็นอย่างน้อยและวัดใต้มีอายุประมาณ 200 ปี พอๆ กับกรุงรัตนโกสินทร์
บ้านตึกแบบจีนของตระกูลแต้มทอง สร้างขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 นับว่าเป็นบ้านตึกหลังแรกบนถนนปากแพรก ปัจจุบันยังเหลือร่องรอยของตึกให้เห็นอยู่ และมีบ้านสถาปัตยกรรมแบบชิโน-ยูโรเปียนที่นิยมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ดังเช่น บ้านของตระกูลสิทธิสังข์ ของ ขุนขจิตระบิน (พร้า สิทธิสังข์) สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2463
บ้านสิทธิสังข์ เป็นอาคาร 2 ชั้น 3 คูหา รูปแบบตะวันตกที่เรียกว่า ชิโน-โปตุกีส สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2463 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชั้นบนเป็นระเบียงมีซุ้มโค้ง เหนือระเบียงทั้ง 3 คูหา หัวเสาประดับปูนปั้น ชั้นล่างมีประตูบานเฟี้ยม ส่วนบนเป็นช่องลม ฉลุลายเครือเถาว์ เหนือช่องลมประดับด้วยปูนปั้นลายก้านขด สีบ้านนั้นผลิตขึ้นเองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยการนำดินจากทุ่งนาคราชมากรองแล้วผสมกับน้ำข้าวเหนียวจนเป็นสีที่ทา ปัจจุบันได้รับการตกแต่งเป็น ร้านกาแฟร่วมสมัยที่มีมนต์เสน่ห์ของชุมชนปากแพรกบริเวณด้านหน้า บ้านสิทธิสังข์ประตูแบบบานเฟี้ยม ช่องลมฉลุลายเครือเถาว์ ส่วนบนประดับ ด้วยปูนปั้นลายก้านขด
โรงแรมกาญจนบุรี โรงแรมเก่าแก่อีกแห่งที่สร้างขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทั้งหมด 14 ห้อง โดยสร้างจากอาคารที่เห็นในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของ เจ้าของโรงแรม ลักษณะที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด คือ การประดับกระจกสีบนกรอบหน้าต่าง โดยเฉพาะหน้าต่างกระจกสีบนชั้น 3 ของอาคารที่ขนาบข้าง ด้วยระเบียง 2 ฝั่ง ค่าเช้าห้องในสมัยนั้น คิดคืนละ 2-4 บาท ลูกค้าส่วนมากจะเป็นพ่อค้าไม้จาอำเภอทองผาภูมิและสังขละบุรี ข้าราชการที่มาประชุม รวมถึงชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามชายแดน
บ้านสิริโอสถ ของ บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรี และวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือเชลยศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งให้ยารักษาโรค อาหาร และการติดต่อสื่อสารแก่เชลยศึกตลอดช่วงสงคราม และเมื่อสงครามจบลง คุณบุญผ่องจึงได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสหราชอาณาจักรและประเทศเนเธอแลนด์ รวมถึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันโทแห่งกองทัพอังกฤษ จาก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนประเทศไทย แม้ถนนปากแพรกจะเป็นเพียงถนน 2 เลนที่ทอดตัวยาวจากวัดหนึ่งไปสู่อีกวัดหนึ่งจากเหนือลงใต้ แต่กลับมีเรื่องราวที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ ผู้คน เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของกาญจนบุรี ทั้งในบริบทของสงครามจารีตแบบไทยรบพม่า หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์โลก
ปัจจุบันนี้ถนนปากแพรกยังคงเป็นเช่นเดิม บ้านบางหลังยังคงเป็นบ้านของทายาทและมีคนอาศัยอยู่สืบต่อกันมา ยังคงเป็นสายใยที่เหนียวแน่น ทอดยาว เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองกาญจน์ที่มีอายุกว่าสองร้อยปี เสมือนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกาญจนบุรีจากอดีตถึงยุคสมัยใหม่ได้อย่างรวบรัดทีเดียว
________________________________________
อ้างอิง :ชุมชนย่านถนนปากแพรกและพื้นที่ต่อเนื่อง
https://culturalenvi.onep.go.th/site/detail/2625
หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรี
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
https://readthecloud.co/pak-phraek-kanchanaburi/