บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ : รอยเรื่องราวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์
รอยเรื่องราวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ปากแพรกเป็นชุมชนเก่าแก่ที่สุดของเมืองกาญจนบุรีเลยก็ว่าได้ และที่สำคัญชุมชนนี้มีความใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างมาก เพราะที่นี่เองคือจุดที่ทหารญี่ปุ่นเข้ามาเช่าตึกแถวเพื่อทำการค้าในช่วงสงคราม หนึ่งในนั้น มีร้านสิริโอสภ บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ เป็นตัวเอกสำคัญของเรื่อง เรามายืนอยู่ตรงหน้า ตึกบ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ หากลองจินตนาการย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในอดีตตามคำบอกเล่า ควบคู่ไปกับการมาเห็นสถาปัตยกรรมของบ้าน เหมือนกับเราได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคสมัยนั้นอีกครั้ง
บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์
บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ เป็นตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา แห่งเดียวของชุมชนปากแพรกยุคนั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2460 อายุกว่า ปี เจ้าของเดิมคือ ขุนสิริเวชภัณฑ์ บิดาของนายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ลักษณะอาคารชั้นบนมีระเบียง ทั้ง 2 ชั้นกันสาดประดับด้วยกระจกสี ประตูหน้าต่างแบบลูกฟัก มีช่องแสงเป็นกระจกสี ส่วนบนสุดเป็นชั้น ดาดฟ้า
บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ นี้ มีความเกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เป็นร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ให้กับทหารญี่ปุ่น โดยมี นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ เป็นเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในเสรีไทยที่ได้แอบช่วยฝ่ายพันธมิตรและเชลยศึก จนไปสู่การทิ้งระเบิด บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควเพื่อยับยั้งทหารญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลง รัฐบาลออสเตรเลีย และอังกฤษได้มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และประดับยศเป็นพันโทในกองทัพอังกฤษ โดยได้ถูกยกย่องให้เป็นวีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ

เจ้าของบ้าน ในนาม พ่อค้า นายกเทศมนตรี และ วีรบุรุษสงคราม
นายกเทศมนตรีคนที่ 3 ของจังหวัดกาญ พ่อค้าร้านสิริโอสถ เจ้าของสายรถเมล์ กับหลากหลายบทบาทของชายคนนี้ วีรบุรุษนิรนามในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ช่วยชีวิตเชลยศึกให้รอดพ้นจากการทำร้ายของทหารญี่ปุ่น ในการก่อสร้างทางรถไฟข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี คือผู้ชายชื่อ บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์
บุญผ่องเป็นคนมีฐานะดีในเมืองกาญจนบุรี อาศัยบนถนนปากแพรกซึ่งเป็นย่านการค้าของเมือง เป็นพ่อค้าไทยเจ้าของร้านสิริโอสถ ผู้ค้าขายกับทหารญี่ปุ่น ได้รับสัมปทานส่งอาหารให้แก่ค่ายเชลยไปจนถึงทางตอนใต้สุดของทางรถไฟสายมรณะ และประมูลตัดไม้หมอนรถไฟขายให้กับทหารญี่ปุ่นด้วย เวลานั้น ปากแพรกเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าสำคัญ เพราะอยู่ใกล้ค่ายทหารที่สุด นอกจากนี้ บุญผ่องยังมีสามารถพูดภาษาอังกฤษ จึงติดต่อกับทหารญี่ปุ่นและเชลยศึกได้เป็นอย่างดี ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจในการเข้าออกค่ายเชลยศึก
จนในปี 2485 กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อระหว่างประเทศพม่าและประเทศไทย เพื่อขนส่งกองทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์จากไทย โดยมีเป้าหมายคือยาตราทัพบุกยึดพม่าและอินเดียให้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว กาญจนบุรีถูกเลือกเป็นที่สร้างทางรถไฟ ด้วยความเป็นชัยภูมิสำคัญ และควบคู่ไปกับทางรถไฟ ก็คือค่ายเชลยที่ถูกสร้างขึ้นตลอดเส้นทางตัดผ่าน แรงงานพลเรือนชาวเอเชียกว่า 2 แสนคน รวมทั้งทหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรอังกฤษ ออสเตรเลียและส่วนใหญ่ที่จับได้ในสิงคโปร์ มาเลเซียอีกกว่า 6 หมื่นคน ถูกเกณฑ์เพื่อสร้างทางรถไฟระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตรให้เสร็จภายในปีเดียว ขณะเดียวกันเชลยศึกพันธมิตรหลายพันคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ การทำงานหนัก และการถูกคุมขัง ระหว่างการสร้างทางรถไฟ หลายคนต้องเสียชีวิตลง
ในระหว่างนั้นบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ซึ่งเป็นผู้คอยช่วยเหลือเชลยศึกในสงครามด้วยการลอบส่งเครื่องอุปโภคบริโภค และยารักษาโรคอย่างลับๆ เชลยศึกจำนวนมากก็รอดตายจากการแอบช่วยเหลืออย่างเงียบๆ ของคนไทยหลายคนที่แอบส่งเสบียงและยารักษาโรคให้ด้วยหลักมนุษยธรรม แม้ว่าจะมีโอกาสถูกทรมานหรือถูกยิงทิ้งเสียชีวิต หากถูกทหารญี่ปุ่นจับได้
จากอาชีพพ่อค้าที่เริ่มจากการขายสินค้าอย่างเดียว แต่เมื่อได้เข้าไปรับรู้ความทุกข์ยากทรมานของเชลยศึกในค่ายโดยเฉพาะการป่วยไข้มาลาเรีย โดยที่ไม่มียาควินินเพียงพอ จนในที่สุดเมื่อบุญผ่องได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก น.พ.เอ็ดเวิร์ด “เวรี่” ดันล็อป แพทย์ทหารชาวออสเตรเลีย หนึ่งในเชลยศึก บวกกับเหตุผลทางมนุษยธรรม เขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตลักลอบเอายาควินินมาให้หมอเวรี่รักษาคนไข้รอดตายอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งซุกซ่อนอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องใช้ต่างๆ แอบมาในเข่งผัก เพื่อมอบให้กับเชลยศึก
ทำให้บุญผ่องได้กลายเป็นตัวเชื่อมระหว่างเชลยศึกและประเทศที่พวกเขาจากมา พวกเขาใช้รหัสลับในการส่งข้อความถึงกันโดยมีบุญผ่องและเชลยศึกเท่านั้นที่รู้ความหมาย จากการปฏิบัติการลับๆดังกล่าว ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถทิ้งระเบิดทำลายสะพานข้ามแม่น้ำแควได้อย่างแม่นยำ เมื่อสิ้นสุดสงคราม บุญผ่องได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ เพื่อตอบแทนที่เขาได้ช่วยเหลือเชลยศึกในระหว่างสงคราม และประกาศให้ประเทศไทยไม่ใช่ผู้แพ้สงครามนั่นก็เพราะความช่วยเหลือส่วนหนึ่งของนายบุญผ่องเช่นกัน
สงครามจบเรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ยังไม่จบ ถึงวันนี้บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ยังคงอยู่คู่ถนนปากแพรก เวลาเปลี่ยนเรื่องราวในอดีตยังเล่าขานสำหรับคนที่ผ่านแวะเวียนมาพบ ได้มาเห็นและสัมผัสเรื่องราวในอดีตของผู้คนและประวัติศาสตร์ในอดีตอย่างไม่รู้จบ
__________________
อ้างอิง : บ้านสิริโอสถและบ้านบุญผ่องแอนด์บราเธอร์
http://www.m-culture.in.th/album/view/17809/
หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรี
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
https://readthecloud.co/pak-phraek-kanchanaburi/
บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ วีรบุรุษตัวจริงที่ไม่มีในตำราเรียน
https://www.the101.world/boonpong-sirivejjabhandhu/