นาซ่ากับการศึกษาปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้บอกอะไรกับเรา

เรื่องการศึกษาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของนักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาตร์ และนักวิชาการหลากหลายวงการทั่วโลก หลายยุคหลายสมัย ทุกคนต่างตั้งข้อสงสัยว่าโลกของเรา เป็นหนึ่งเดียวในจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอาศัยอยู่จริงหรือ หากไม่เป็นเช่นนั้น แล้วดาวเคราะห์ดวงอื่น สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อยู่ที่ไหน
หากย้อนกลับไปดูบรรยากาศของการศึกษาเรื่องสิ่งมีชีวิตในจักรวาล แนวความคิดเรื่องการมีสิ่งมีชีวิตอื่น เดินทางอยู่ในจักรวาลและอาจมีการติอต่อหรือมีความเกี่ยวเนื่องกับเรา เป็นแนวความคิดที่ค่อนข้างขัดกับหลักศาสนาคริสต์และความเชื่อของโลกตะวันตก บทบาทของ “พระเจ้า” กับการอธิบายจุดกำเนิดของโลก หรือการศึกษาเรื่องจักรวาลวิทยาในสมัยหนึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องของพวกนอกรีตซึ่งคุกคามความมั่นคงของศาสนาจักรและพยายามควบคุมหรือทำหมันความเชื่อเหล่านี้เพื่อรักษาอำนาจการต่อรองทางการเมืองไว้ให้ได้
ต่อเมื่อโลกเริ่มมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แนวคิดเชิงประจักษ์ ทำให้บทบาทของศาสนาในตะวันตก ลดลงและกลายเป็นตัวเลือกของวิถีชีวิตเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางอารมณ์ บทบาททางการเมืองนั้นแทบไม่เหลืออยู่แล้ว วิทยาศาสตร์ได้กลายเป็นศาสนาใหม่ที่ทรงพลังมากกว่าในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็ทำให้การศึกษาเรื่องสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก เริ่มเป็นที่พูดถึง
ความก้าวหน้าในการศึกษาสิ่งมีชีวิตนอกโลก กล่าวได้ว่าพัฒนาไปตามความสามารถของเทคโนโลยี เครื่องบันทึกภาพและวิวัฒนาการของการผลิตเลนส์ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุก็ว่าได้
ย้อนกลับไปในทศวรรษที่ 1990 โครงการ SETI ซึ่งย่อมาจาก Search for extraterrestrial intelligence เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกเหนือจากเป้าประสงค์ที่ต้องการส่งสัญญาณและคอยจับสัญญาณสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกโลกที่อาจส่งรหัสบางอย่างมายังโลกเรา โดยการดักฟังคลื่นวิทยุและคลื่นในความถี่ต่างๆ ที่หูของมนุษย์เราไม่สามารถได้ยินได้ โครงการนี้ได้รับการการสนับสนุนจากคนร่ำรวย ผู้มีชื่อเสียงในโลกตะวันตก รวมไปถึงการสนับสนุนอย่างเงียบๆ ของนาซ่าในการให้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงยังเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ของตนเองช่วยประมวลผลชุดข้อมูลที่จับได้เรียกว่า SETI@Home นอกเหนือจากโครงการ SETI แล้ว ยังมีอีกหนึ่งโครงการชื่อว่า METI (เมติ - Messaging extraterrestrial intelligence) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเช่นกัน หากแต่แตกต่างในวิธีการ โดย METI จะเน้นการ "ระบุตำแหน่งและเรียกหา" ให้สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากที่อื่นทราบถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนโลก
กระนั้นท่าทีของนาซ่า ในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก นาซ่าไม่ทำงานเชิงรุกเท่าไหร่นัก แต่กลับเป็นหน่วยงานอื่นๆ เสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น โครงการสมุดน้ำเงิน (Project Bluebook) เป็นการศึกษาวัตถุที่ไม่สามารถระบุที่มาได้ โดยกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ.1952-1969 เป็นโครงการที่สำนักงานที่ไรท์แพตเตอร์สัน ฐานทัพอากาศในโอไฮโอ เป็นผู้ดูแล ยังมี โปรเจคไซน์ (Project Sign) ก่อตั้งขึ้นในปี 1947 และ โปรเจคกรัดจ์ (Project Grudge) ในปี 1948 ทั้งหมดเป็นโครงการของกองทัพและมีเป้าหมายเดียวกันคือการหาคำตอบให้กับวัตถุที่ไม่สามารถระบุที่มา (หรือ UFO) ที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ในช่วงเวลานั้นบทบาทของกองทัพมีมากกว่า เนื่องจากอยู่ในช่วงของสงครามและวิทยาการความก้าวหน้าต่างๆ อยู่ที่กองทัพมากกว่า หลังจากนาซาเข้ามามีบทบาทเรื่องการสำรวจอวกาศในช่วง 1950-1960 บทบาทของนาซ่าจึงเริ่มมีมากขึ้น
โครงการทั้งหมดที่กล่าวมามีการนำมาวิเคราะห์โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศสหรัฐและ National Academy of Sciences สรุปว่าจากรายงานการพบเห็นนับหมื่นครั้งในช่วง 30 ปีที่สามโครงการนี้ดำเนินงานอยู่ พบว่าไม่มีผลการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ไม่มีรายงาน UFO สอบสวนและประเมินผลโดยกองทัพอากาศที่เคยบ่งชี้ถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ อีกทั้งไม่มีหลักฐานที่ส่งไปยังหรือค้นพบโดยกองทัพอากาศว่าการพบเห็นที่จัดประเภทเป็น "ไม่ปรากฏชื่อ" แสดงถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีหรือหลักการที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการพบเห็นที่จัดประเภทว่า "ไม่ปรากฏชื่อ" เป็นยานพาหนะนอกโลก
ข้อสรุปส่วนใหญ่กล่าว่า สิ่งที่เจอเป็นเรื่องของการระบุตัวอย่างผิดพลาด (misidentifications) ซึ่งโดยมากเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นเครื่องบินธรรมดามากกว่า กระนั้นก็มีรายงานของสำนักงานลาดตระเวนแห่งชาติจำนวนหนึ่งพบว่าก็ยังรายงาน 701 ฉบับที่จัดอยู่ในประเภทที่ “ไม่สามารถอธิบายได้” แม้จะวิเคราะห์อย่างเข้มข้นแล้วก็ตาม
สิ่งที่มากระตุกความเชื่อและความสงสัยของสาธารณะชนคือกรณีการออกมาเปิดเผย ภาพจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเผยให้เห็นวัตถุบินเหนืออากาศที่ไม่ได้ถูกระบุ (Unidentified Flying Object, UFO) บินลงสู่ทะเลนอกแคลิฟอร์เนีย ภาพดังกล่าวถูกบันทึกเมื่อกรกฎาคม ปี 2019 โดยเครื่องบินของกองทัพเรือ วิดีโอดังกล่าวเผยให้เราเห็นวัตถุรูปร่างทรงกลมบินเหนือน้ำใกล้เมืองซาน ดิเอโก้ ก่อนที่จะหายไปในน้ำ โดยทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้มีการยืนยันถึงวิดีโอดังกล่าวว่าถูกถ่ายโดยเจ้าหน้าที่กองทัพเรือและมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่ดูแลเรื่องปรากฏการณ์บนอากาศที่ไม่ได้ถูกระบุ (Unidentified Aerial Phenomena, UAP) ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อศึกษา และตรวจสอบวัตถุเหล่านี้มากขึ้น
ในปี 2021กระทรวงกลาโหมได้เผยแพร่วิดีโอ 3 คลิป เกี่ยวกับปรากฏการณ์บนอากาศที่ระบุไม่ได้ (UAP) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันแก่สาธารณชน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดโดยพบว่าฟุตเทจเหล่านี้เป็นของจริงหรือไม่ โดยเผยให้เห็นวัตถุที่แตกต่างกัน ปรากฏการณ์ทางอากาศที่สังเกตในวิดีโอนั้นยังคงมีลักษณะที่ "ไม่สามารถระบุได้" unidentified(สามารถเข้าดูวิดีโอได้ที่ the Naval Air Systems Command FOIA Reading Room)
ท่าทีของการแบ่งรับแบ่งสู้ในเรื่องการศึกษาวัตถุลึกลับและสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกของผู้นำเทคโนโลยีอวกาศอย่างสหรัฐอเมริกานั้น นำมาซึ่งความสงสัยของประชาคมโลกว่ากำลังจะสื่ออะไร แต่กระนั้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ สภาพสังคมและวัฒนธรรม ความอยากรู้อยากเห็นของประชาชนมีมากขึ้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับการช่วยกันตามหา เช่นใน โครงการ SETi@Home อาจเทียบไม่ได้กับเครือขายสังคมออนไลน์ที่แชร์ข้อมูลได้เร็วกว่า กล้องจากสมาร์ทโฟนที่ถ่ายวีดีโอได้คมชัดขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้ข้อมูลเชิงประจักษ์มีมากขึ้นและมีให้ตรวจสอบกันมากขึ้นเช่นกัน การออกมาเปิดเผยท่าทีของนาซ่าต่อการศึกษาเรื่องสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก นอกเหนือจากเปิดโอกาสใหม่ๆ ของการศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแล้ว ยังเป็นการปรับตัวสู่แนวทางใหม่ ทิศทางใหม่ที่เปิดกว้างขึ้นและนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลใหม่ในอนาคต
นาซ่า (NASA) ประกาศจัดตั้งทีมงานเพื่อศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้” หรือ UAPs (unidentified aerial phenomena) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม ยูเอฟโอ (UFO) การแถลงบนเว็บไซต์ของนาซ่ากล่าวว่าทีมงานจะเริ่มทำงานในฤดูใบไม้ร่วงของปี 2022 เพื่อศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นยานอวกาศ หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การศึกษาครั้งนี้มุ่งไปที่การใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วและดูว่าจะเก็บข้อมูลในอนาคตอย่างไร นาซ่าจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการพัฒนาความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องยูเอฟโอได้อย่างไรบ้าง
นาซ่าบอกด้วยว่า พวกเขาทราบดีถึงปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้นี้ว่าได้รับความสนใจมากแค่ไหน และไม่ใช่เพียงแค่ในแง่วิทยาศาสตร์ แต่ยังน่าสนใจในแง่ความมั่นคงและความปลอดภัยทางอากาศและอวกาศ นาซ่ากล่าวไว้ในแถลงการว่า พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการหาคำตอบให้ได้ว่า ปรากฏการณ์ใดเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือไม่ใช่ เป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยให้สามารถระบุหรือลดการคาดเดาเกี่ยวกับปรากฏการณ์กล่าวลง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการรักษาความปลอดภัยบนท้องฟ้านอกจากนั้นยังระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ระบุว่าปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้นั้น มีต้นกำเนิดมาจากนอกโลก
ทีมศึกษาอิสระของนาซ่าจะนำโดย เดวิด สเปอร์เกล (David Spergel) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ และอดีตประธานของภาควิชาดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน (Princeton University) โธมัส ซูร์บูเคน (Thomas Zurbuchen) ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ที่สำนักงานใหญ่ของนาซ่าในกรุงวอชิงตัน ยังให้ความเห็นกับสำนักข่าวอย่างรอยเตอร์ว่า นาซ่ายังมีเครื่องมือที่ทรงพลังที่จะเอื้อต่อการค้นพบและค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ เช่น หอสังเกตการณ์อวกาศที่ตั้งอยู่บนโลก ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบหาข้อเท็จจริง ทีมงานของนาซ่านี้ ไม่ใช่ทีมเดียวกับทีมงานเฉพาะกิจ (Unidentified Aerial Phenomena Task Force) ที่ตั้งขึ้นโดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ แต่นาซ่าจะประสานงานกับหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ เพื่อหาวิธีการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบถึงลักษณะและแหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์ลึกลับบนท้องฟ้า และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือนในการศึกษาหาคำตอบและเมื่อเสร็จแล้ว จะมีการนำเสนอผลการศึกษาต่อสาธารณชน
คำตอบ ณ เวลานั้นอาจเปลี่ยนความเชื่อของเราไปตลอดกาลก็เป็นได้