ตายแต่ยังมีชีวิต

26 กรกฎาคม 2023
|
1808 อ่านข่าวนี้
|
8


             ความตายเป็นประสบการณ์ชีวิตแบบด้านเดียว เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราไม่มีโอกาสได้แชร์กับคนอื่นได้จริงๆ ว่าชีวิตหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร แม้จะมีช่องทางต่างๆ ตามความเชื่อทางศาสนาของแต่ละแห่งแต่ละที่ แต่ทุกวันนี้วิธี ยังไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถสรุปเป็นกฎสากล หรือทำให้เราเข้าใจกลไกการทำงานของธรรมชาติได้จริงๆ ว่าประสบการณ์หลังความตายนั้นเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างไร  ด้วยเหตุนี้ความตายจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ 

            เราอาจพูดได้ว่าความตายเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โลกอาจไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ หากมนุษย์เราไม่กลัวตาย  และการมาถึงของอินเตอร์เน็ต ปัญญาประดิษฐ์ และโลกเสมือนเมตาเวิร์ส กำลังจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของเรากับความตาย 

            หลายคนทราบดีอยู่แล้วว่า เฟสบุ๊ค ไม่มีนโยบายในการลบโพรไฟล์ผู้ใช้งาน แม้ว่าผู้นั้นเสียชีวิตไปแล้ว เฟสบุ๊คเปิดโอกาสให้เราจัดการกับโพรไฟล์ของคนที่เรารักได้หลายรูปแบบ ทั้งเปิดไว้เหมือนเดิมหรือจะเปลี่ยนสถานะเป็น memorialized account เสมือนว่าหน้าเพจนี้หลุมศพดิจิตัลให้ญาติๆ หรือคนที่รักมาแสดง ความคิดถึงหรือไว้อาลัย ปัจจุบันประมาณกันว่ามีเจ้าของบัญชีในเฟสบุ๊คเสียชีวิตราว 8,000 คนทุกวันและมีมากกว่า 30 ล้านแอคเค้าท์ที่เจ้าของเสียชีวิตไปแล้ว ทว่าปฎิสัมพันธ์นั้นอาจยังดำเนินอยู่ ตามแต่การกำหนดบทบาทของแอคเค้าท์ หรือเพจที่ตั้งขึ้นมา  บนเฟสบุ๊ครูปแบบความสัมพันธ์ของคนเป็นกับคนตายจึงมีหลายมิติและหลายความรู้สึก บางคนที่ยังปล่อยให้แอคเค้าท์แอคทีฟโดยมีคนที่รักคอยจัดการ ทั้งโพสต์หรือตอบข้อความ มันก็สร้างความรู้สึกแปลกๆ ที่ขัดกับความรู้สึกของเราอยู่บ้างเหมือนกัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนที่ตอบเราไม่ใช่คนๆ นั้นจริงๆ แต่จินตนาการในสมองพาเราไปไกลกว่านั้น  

            นักสังคมวิทยามองว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ และหากมันยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องขนเป็นบรรทัดฐานใหม่ มันสามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นและคนตายได้ ความสัมพันธ์แบบนี้ยังเห็นได้ชัดในรูปแบบของการคลั่งไคล้หลงไหลคนดัง แม้พวกเขาไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้วแต่ในโลกโซเชียลมีเดีย   หากพัฒนาความสัมพันธ์นี้ให้ดี เหมือนว่าคนดังเหล่านี้สามารถดำรงสถานะความเป็นอมตะได้เลยทีเดียว  

            ปัจจุบันประมาณกันว่าบนเฟสบุ๊คมีแอคเค้าท์ของนักร้องและคนดัง ระดับโลกที่เสียชีวิตในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้อยู่เกือบทุกคน ไล่เรียงมาได้เลย ตั้งแต่ ไมเคิล แจ๊คสัน พริ้นซ์ โคบี้ ไบรอัน เอมี ไวน์เฮาส์ ถอยไปไกลกว่านั้น คนดังที่เสียชีวิตไปนานแล้วอย่าง จอห์น เลนนอน บ็อบ มาเลย์ หรือมาริลีน มอนโร ก็ยังออกมาโลดแล่นอยู่บนโลกเสมือน พวกเขาเหล่านี้ยังคงมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องกับเหล่าแฟนๆ ตัวเลขของผู้ติดตามนั้นถือว่าไม่น้อย ที่สำคัญตัวเลขเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ ได้เป็นกอบเป็นกำ  


            ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดตัวอย่างหนึ่งก็คงจะเป็นแอคเค้าท์ของ ไมเคิล แจ๊คสัน นับตั้งแต่เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2009 ไม่นานหลังจากนั้น แอคเค้าท์และจำนวนผู้ติดตามบนช่องทางโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ เฟสบุคและอินสตาแกรมก็เพิ่มสูงขึ้น ช่วงปี 2012 หลังจากเสียชีวิตได้ 3 ปี ไมเคิล ออกอัลบั้ม BAD25 เพื่อเป็นการรำลึกถึงตัวเขาและครบรอบอัลบั้ม Bad หนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของเขา ทำให้ปีนั้นไมเคิล แจ๊คสันกลายเป็นศิลปินที่เสียชีวิตแล้ว ที่สามารทำรายได้สูงสุดและมีผู้ติดตามรวมทุกแพลตฟอร์มนั้นมากที่สุดในโลก คือเกือบ 100 ล้านฟอลโลว์เวอร์ แม้ปัจจุบันจำนวนผู้ติดตามจะลดลง แต่ก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในจำนวนที่น่าสนใจ ยังมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไมเคิล แจ๊คสัน เองตอนนี้กำลังโปรโมทละครเวที MJ The Musical และหลังจากสถานการณ์โลกดีขึ้น เชื่อว่า MJ The Musical น่าจะเปิดทัวร์รอบโลกแน่นอน   

            กิจกรรมคล้ายๆ กันนี้ ยังเกิดขึ้นในเพจของคนอังอีกหลายๆ คน อย่าง เอมี ไวน์เฮาส์ (มีผู้ติดตามอยู่ 10 ล้านคนบนเฟสบุค) เพิ่งเปิดให้สังจองแผ่นเสียงไวนิล เวอร์ชั่นพิเศษครบรอบ 15 ปีของอัลบั้ม Back to Black รวมถึงดิจิตัล เวอร์ชั่นที่มีคลิปวีดีโอที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนออกมาด้วย 

            วิทนีย์ ฮุสตัน (มีผู้ติดตาม 13 ล้านคนบนเฟสบุค) ปล่อยภาพเบื้องหลังการทำงานในซิงเกิ้ลใหม่How Will I Knowที่ทำงานร่วมกับ Clean Bandit วงอิเลคทรอนิกส์ป็อปของอังกฤษ เสมือนหนึ่งว่าศิลปินเหล่านี้ยังคงมีชีวิตชีวาและไม่ยอมหยุดทำงาน 

            ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับศิลปินที่เกิดร่วมสมัยกับการเติบโตของ โซเชียลมีเดีย ศิลปินที่ตายก่อนกาลก็ยังเข้ามาร่วมวงด้วย

            แอคเค้าท์ มาริลีน มอนโร มีผู้ติดตามกว่า 13 ล้านคนบนเฟสบุ๊ค เธอกลับมามีชีวีตชีวาและแชร์รูปที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนบนเฟสบุ๊คของเธอ รวมถึงขายเฟอร์นิเจอร์ (แบรนด์ Unique Loom ที่ใช้เธอเป็นพรีเซ็นเตอร์)  โปรโมทสินค้าต่างๆ ที่นำใช้รูปและชื่อของเธอไปใช้งาน แน่นอนแฟนๆ ได้รับประสบการณ์ร่วมกับศิลปินที่แตกต่างไปจากการซื้อหนังสือชีวะประวัติหรือดูหนังเก่าๆ ที่เธอเล่น 

            บนเฟสบุ๊คสร้างความรู้สึกที่ใกล้ชิดกันมากกว่า จะเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์กับคนตายในรูปแบบใหม่ก็ไม่ผิดนัก ความสัมพันธ์เหล่านี้มีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เพราะมันสามารถวัดผลได้สร้างยอดขายได้และทำให้ผลงานของศิลปินเหล่านี้ถูกเผยแพร่อย่างต่อเนื่องและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ 

            และเชื่อว่าทั้งหมดนี้เฟสบุ๊ครู้ดี และวางแผนระยะยาวไว้แล้ว 

            มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก พูดไว้อย่างชัดเจนว่า จะมุ่งมั่นในการพัฒนาโลกเสมือนนี้ให้ใช้งานได้จริง เข้าถึงได้ ซึ่งเราเชื่อว่ามันเป็นไปได้ หากดูพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เติบโตไปคู่ขนานกับวิสัยทัศน์ของมาร์ก  เชื่อว่ามันจะน่าตื่นเต้นไม่น้อย 

            อย่างแรกปัจจุบันเทคโนโลยีการพัฒนา Virtual Human หรือมนุษย์เสมือนนั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทั้งคนดังที่เป็น Virtual Human อย่าง Imma.gram ถูกจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ของสินค้าหลายๆ แบรนด์  หรือตัวละครในเกมที่ออกมารับงานพรีเซ็นเตอร์สินค้ามากขึ้น  แนวโน้มนี้ทำให้ซัมซุงเอาจริงเอาจัง และเปิดตัวเทคโนโลยีนีออน’(Neon) Artificial Human ที่ซัมซุงนิยามว่าเป็นNew Kind of Lifeเพื่อนำเอามนุษย์เสมือนเหล่านี้ เอามาใช้งานในเชิงธุรกิจออนไลน์มากขึ้น  แนวโน้มว่าการพัฒนาตัวตนเสมือนของมนุษย์ในโลกเสมือน ก็น่าจะไปได้ไกลและทำได้แนบเนียนมากขึ้นเรื่อย 

            ขณะเดียวกันการพัฒนาการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ เข้ากับสมองอย่างเช่น โครงการ Neuralink ของ อีลอน มัสก์ ทำได้สำเร็จ นอกเหนือจากจะช่วยผู้ป่วยอัมพาตแล้ว สิ่งที่มัสก์ มองไปไกลกว่านั้น คือ เราอาจสามารถเก็บรักษาสมองและเปลี่ยนเปลือกหรือร่างกายของเราได้ในระยะยาว หรือแม้ประทั่งไม่ต้องมีร่างกายแต่อาศัยการถ่ายข้อมูลไปเก็บไว้ในระบบคลาวด์และเชื่อมต่ออุปกรณ์รับความรู้สึกไว้กับสมองเทียมของเราแทน ก็เป็นไปได้  

            ทั้งหมดนี้เชื่อว่าฐานข้อมูลของเฟสบุ๊คที่มีผู้ใช้งานกว่า 3,000 ล้านคนในตอนนี้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก หากสามารถเชื่อมเทคโนโลยีทุกอย่างที่ว่ามาในโลกเมตาเวิร์สได้จริงๆ  อนาคตอันใกล้ที่เราจะเจอก็คือเราอาจได้ดูคอนเสิร์ตของเดอะบีเทิลส์ แบบตัวเป็นๆในโลกเมตาเวิร์ส ได้ดู โคบี้ ไบรอัน กลับมาลงสนามอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินฝัน ส่วนอนาคตอันไกลกว่านั้น เราอาจไม่รู้จักความตาย แต่เพียงแค่อัพโหลดข้อมูลจากกายหยาบไปสู่การอัพโหลดบนคลาวด์และมีชีวิตที่อมตะอยู่ในโลกเสมือนตราบเท่าที่เรามีเงินจ่ายค่าเช่าคลาวด์และไฟฟ้าไม่ดับ 

            ชีวิตอมตะอยู่แค่เอื้อม

 

0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI