หากปัญญาประดิษฐ์คิดจะครองโลก มันจะทำได้ไหม

01 ธันวาคม 2023
|
1822 อ่านข่าวนี้
|
11


หากปัญญาประดิษฐ์คิดจะครองโลก มันจะทำได้ไหม

หากย้อนกลับไปอ่านประวัติของนิโคลาส เทสลาร์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ของโลก เขาเคยพูดไว้ว่า “ในศตวรรษที่ 21 หุ่นยนต์จะทำหน้าที่เหมือนทาสของมนุษย์ เหมือนที่เราใช้มนุษย์เป็นทาสในสมัยก่อน” คำพูดนี้ดูเป็นเรื่องที่ถือสาหาความอะไรไม่ได้ในสมัยของเขา แต่น่าตื่นเต้นเมื่อคิดว่าโลกอย่างที่เทสลาจินตนาการถึงกำลังใกล้เข้ามทุกทีและใกล้มากๆ ด้วยหากคิอว่าตอนนี้มันอยู่ในมือ-สมาร์ทโฟนของเราแล้ว

เด็กที่เกิดในยุคนี้จะเป็นเด็กรุ่นแรกที่ได้รับประสบการณ์ของการใช้ชีวิตร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ เหมือนๆ กับคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่ตื่นเต้นกับการมาถึงของโทรทัศน์ และเจนเอ๊กซ์ที่โตมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล กระแสโลกาภิวัฒน์และเทคโนโลยีการสื่อสาร ปัจจุบันเด็กในยุคอัลฟ่า มาพร้อมกับปัญญาประดิษฐื และอัลกอริธึ่มที่สามารถเรียนรู้เติบโตไปพร้อมกับเราและเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันตั้งไข่ไปพร้อมๆ กับเด็กๆ ที่โตในยุคนี้

ประเด็นเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้ มีให้พูดถึงไม่เว้นแต่ละวัน ข้อมูลจากกูเกิ้ลเทรนด์  คำว่า “AI” ถูกค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ในรอบปีที่ผ่านมา เป็นกระแสโลกที่ฉุดไม่อยู่จริงๆ เรียกว่าเครื่องใช้ไม่สอยอะไรที่ไม่มีคำว่า “AI” โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนดูจะเป็นของใช้ตกยุคไปเลยทีเดียว

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนเฉพาะการสื่อสาร การเก็บข้อมูลหรือกระบวนการผลิตในโรงงานเท่านั้น มันแทบจะเปลี่ยนวิธีการซักผ้า การส่งสินค้ารวมไปถึงรูปแบบการไปทำงานของเราในอนาคตได้เลย

ความที่มันเป็นกระแสแรงเหลือเกิน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งก็เริ่มพูดถึง “ภัยคุกคาม” ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ก็เป็นได้ โดยยกตัวอย่างเหตุการ์เมื่อปี 2017 ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำเลียนแบบทำเลียนแบบ ท่าทาง การพูดจา หรือคำขึ้นมาใหม่ ชนิดที่ว่าหากเราเป็นคนธรรมดาทั่วไป อาจไม่มีทางรู้ได้เลยว่านี่คือของปลอม หากไม่มีใครบอก

ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้การ ขยับปาก ท่าทางของประธานาธิบดีโอบาม่าได้อย่างไร

อย่างที่เราทราบว่าปัญญาประดิษฐ์ เป็นรูปแบบอัลกิริธึ่มแบบหนึ่งที่ถูกกำหนดให้เรียนรู้ เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่อยู่บนคลาวด์ หรือในอิจเตอร์เน็ต ข้อมูลเหล่านี้เปรียบไปก็เหมือนอาหารที่ทำให้ป้ัญญาประดิษฐ์ฉลาดขึ้น 

กรณีของโอบามา ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้ผ่านรูปถ่าย วีดีโอ โทนเสียงของประธานาธิบดีในการออกเสียงแต่ละคำจากนั้น ถูกประมวลผล จนกระทั่งมันสามารถออกแบบท่าทางเลียนแบบได้เหมือนต้นฉบับในท้ายที่สุด

ศาสตราจารย์ไอรา (Prof.Ira Kemelmacher-Shilzerman) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ตัวน้ี กล่าวว่า นี่เป็นความตั้งใจของทีมที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าทุกๆ เทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นมานั้นมีสองด้านเสมอ มันสามารถถูกนำไปใช้ในแง่ที่ไม่ดีได้ด้วย เช่นกัน สิ่งที่พวกเราเหล่ามนุษย์ต้องตะหนักไว้ก็คือ เมื่อเราสร้างมันขึ้นมาแล้ว แล้วก็ต้องหาทางที่จะจำกัดเทคโนโลยีนั้นให้ได้ด้วย หาทางป้องกันในกรณีที่มันเกิดเหตุไม่คาดฝัน การทำวีดีโอนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ทุกคนเห็นรูรั่ว หาทางจับผิด เพราะปัญญาประดิษฐ์ หากพูดกันตามตรงในอนาคตเมื่อเราพัฒนาชิพที่มีความสามารถในการประมวลผลได้เร็วขึ้น ขนาดเล็กลง กินพลังงานน้อยและเอาไปใส่ไว้ที่ไหนก็ได้ มันจะสามารถทำงานหลายอย่างได้เก่งกว่ามนุษย์เข้าไปทุกวัน ปัจจุบันหลายอาชีพเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสามารถของปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ ในทางการแพทย์มีการพิสูจน์แล้วว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถอ่านฟิล์มเอ๊กซ์เรย์ได้แม่นยำกว่าหมอที่มเชียวชาญที่สุด และมีความแม่นยำมากถึง 80% ในการวินิจฉัยโรค ปัจจุบันมีแอพลิเคชั่นที่นอกเหนือจะช่วยตรวจสอบการป่วยไข้ทางกายภาพ เริ่มมีนักพัฒนาแอพลิเคชั่น Sendohealth.com พัฒนาปัญญาประดิษฐ์โดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก(Deep-learning) เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์สามารถจับความผิดปกติในจิตใจได้ ด้วยการสังเกตจาก “โทนเสียง” ที่ผู้ใช้งาน เปล่งเสียงผ่านสมาร์ทโฟน ปัญญาประดิษฐ์จะวิเคราะห์น้ำเสียงว่าผู้พูดมีความกังวลแฝงอยู่ในนั้นหรือไม่ 

อาชีพทนายที่ต้องอ้างอิงประมวลกฎหมายต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำได้เร็วกว่า

อาชีพทนายที่ต้องอ้างอิงประมวลกฎหมายต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำได้เร็วกว่า แม่นยำกว่าทนายจริงๆ และปราศจากอคติ ในอนาคตจะมีอีกหลายอาชีพที่จะถูกเบียดด้วยความสามารถของปัญญาประดิษฐ์อย่างแน่นอน  

ปัญญาประดิษฐ์ยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันทั้งอัลฟาเบธ(Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิ้ล) และเมต้า(Meta-บริษัทแม่ของเฟสบุ๊ค) นำปัญญาประดิษฐ์มาใส่ไว้ในระบบคลาวด์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อตรวจสอบหลายต่อหลายอย่าง เช่นตรวจสอบข่าวปลอมได้แม่นยำมากถึง 94%แล้วและอนาคตปัญญาประดิษฐ์พวกนี้ก็อาจสร้างภาษาขึ้นมาเพื่อติดต่อและทำงานกันเองได้ด้วย เรียกง่ายๆ ว่ามันพัฒนาตัวมันเองได้ 

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ อีกด้านหนึ่ง มีข่าวว่าผู้ก่อการร้ายไซเบอร์ก็เริ่มใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในการปลอมแปลงข้อมูลหลอกเหยื่อเพื่อเข้าให้ถึงแหล่งเงินหรือข้อมูลส่วนตัว มีคนคิดไปถึงว่าอนาคตผู้ก่อการร้ายอาจใช้ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเจาะเข้าไปถึงธนาคารหรือความลับทางทหาร หรือการตั้งคำถามเกี่ยวกับอคติทางเชื้อชาติผ่าน “สำเนียง” ที่ปัญญาประดิษฐ์ได้เรียนรู้ว่า เมื่อผู้พัฒนาส่วนมากเป็นคนขาว ปฎิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลบางอย่างก็มีพื้นฐานมาจากทัศนคติและวัฒนธรรมแบบ “คนขาว” เช่นกัน

แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ และป้องกันตัวเองเต็มที่จากปัญญาประดิษฐ์ เช่น ไม่ทำธุรกรรมออนไลน์ ไม่ใส่ข้อมูลสำคัญๆ ไว้ในอินเตอร์เน็ต แต่บอกได้ว่า ก็ไม่สามารถหนีพ้น เพราะทุกวันนี้แนวโน้มคือทุกอย่างกำลังมุ่งไปที่ระบบคลาวด์และ Internet of Things จะเป็นทุกอย่างของมนุษยชาติในอนาคต บีบให้คนเราทำทุกอย่างบนอินเตอร์เน็ต ใช้เงินสดน้อยลง ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ดีกว่าการตั้งกำแพงก็คือต้องเรียนรู้และเท่าทันถึงจะเป็นการป้องกันได้ดีที่สุด  

นี่ยังไม่นับเรื่องทีว่ามนุษย์เราจะโดนแย่งงานจากหุ่นยนต์(หากยังจำกันได้ มีโรงงานผลิตนาฬิกาบางแบรนด์ของญี่ปุ่น มีแผนจะถอนกำลังการผลิตจากไทยกลับไปตั้งโรงงานอัตโนมัติที่ญี่ปุ่น ซึ่งคำนวนแล้วว่าค่าใช้จ่ายพอๆ กันและอาจจะดีกว่าในระยะยาวเพราะเสียแค่ค่าบำรุงรักษา  ไม่ต้องปวดหัวเรื่องคน แถมสินค้ายังได้ประทับตราว่า “Made in Japan” ซึ่งดีกับการค้าการขาย) ด้านหนึ่งอาจดูเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ต้องมองหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อความอยู่รอด แต่อีกด้านหนึ่งมนุษย์อย่างเรา ลึกๆ ก็อาจเร่ิมรู้สึกถึงภัยคุกคาม ที่กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาจากหุ่นยนต์

ความกลัวของนักวิทยาศาสตร์

แม้ว่าตอนนี้มันอาจจะยังไม่ไปถึงขึ้นแบบ I Robot อย่างในนิยายของไอแซค อาซิมอฟเขียนไว้แต่อย่างไรก็ดี ในปี 2018 นักวิทยาศาสตร์ 26 คนจาก 14 องค์กรชั้นนำของโลกรวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดร่วมกันเขียนรายงานหนา 100 หน้าเรื่องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์จากปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเตือนว่ายังมีอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีที่ต้องระวัง หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เช่น ชาฮาร์ อาวิน ผู้ร่วมเขียนรายงานภัยคุกคามของปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์  ให้ความเห็นเรื่องของรถยนต์อัตโนมัติที่ทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ว่า ท้ายที่สุดเราอาจจะได้รถยนต์ที่ดีกว่าการควบคุมโดยมนุษย์  แต่หากผู้ผลิตยานยนต์ไม่สามารถแก้ไขความบกพร่อง เช่น การจำแนกป้ายจราจรที่มีความใกล้เคียงกันมากๆ อาจทำให้เราได้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ แต่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมได้ หรืออย่างการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้ในงานสงครามหรืออาวุธ ซึ่งมีความเสี่ยงหลายด้านโดยเฉพาะหากโดนแฮคข้อมูล อาจเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงตามมาแบบที่เราไม่สามารถจินตนาการถึง

รายงานฉบับนี้มีเสียงโต้แย้งออกมามากว่า ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันอาจยังไม่ได้ไปถึงขึ้นนั้นได้ เพราะข้อจำกัดหลายอย่างในการพัฒนาเพื่อเอามาใช้จริง โดยเฉพาะเรื่องราคาและทรัพยากรที่ต้องนำมาใช้ผลิตหุ่นยนต์ อีกทั้งเรื่องของ “การยอมรับ” ของสังคมต่อบทบาทของหุ่นยนต์อีกด้วย อย่างญี่ปุ่นก็เป็นตัวอย่างที่ดี แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องการใช้หุ่นยนต์ช่วยในการทำงานหลายอย่าง แต่ชาวญี่ปุ่นไม่ยอมรับเรื่องการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ดูแลมนุษย์

แต่หากตอนนี้มันมาอยู่ในโทรศัพท์เราได้แล้ว ก็ไม่น่ายากหากอนาคตมันจะขอแชร์ห้องนั่นเล่นกับเรา       

 

ข้อมูลอ้างอิง       

  • ดูรายละเอียดเรื่องรายงานความวิตกกังวลต่อเรื่องหุ่นยนต์ได้ที่ https://motherboard.vice.com/en_us/article/a34nm4/ai-report-oxford-malicious-weapons
  • ดู วีดีโอ Fake Obama ได้ที่ www.youtube.com/watch?v=AmUC4m6w1wo
  • www.nytimes.com/2022/04/05/technology/ai-voice-analysis-mental-health.html?searchResultPosition=1
  • www.sondehealth.com/mental-health   

0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI