เมืองกับต้นไม้ เมืองจะพัฒนาได้ดี ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้

ปีนี้น่าจะเป็นปีที่สวนสาธารณะและต้นไม้ในเมืองกรุงบูมมาก
เพราะมีการเร่งนโยบายขับเคลื่อนพื้นที่สีเขียวอย่างจริงจังยิ่งขึ้น
ทั้งในระดับสวนเมือง สวนย่าน สวนชุมชน สวนในสนามเด็กเล่น และสวนรอบอนุสาวรีย์
รวมถึงต้นไม้บนเกาะกลางและริมสองข้างถนน
ซึ่งจะช่วยให้เมืองกับต้นไม้ได้กลับมาอยู่ร่วมกันมากขึ้น
หากย้อนไปในอดีต
เมืองกับต้นไม้มีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดมานาน โดยจะสังเกตพบว่า
เวลาสร้างบ้านแปงเมือง มักมีการเลือกทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำและต้นไม้อุดมสมบูรณ์
ซึ่งร่องรอยเหล่านี้ยังปรากฏให้เห็นเป็นชื่อของท้องที่หลายแห่ง นับตั้งแต่ บางกอก
มาจากเดิมบริเวณที่ตั้งของกรุงเทพฯ มีต้นมะกอกหนาแน่น ไปจนถึงชุมชนอย่าง บางลำพู
บางกระเจ้า บางอ้อ บางหว้า บางบัว บางไผ่ ฯลฯ ก็มีที่มาจากชื่อต้นไม้ทั้งสิ้น
แต่หลังจากเมืองพัฒนาและเติบโตอย่างก้าวกระโดด พื้นที่สีเขียวจำนวนไม่น้อย
โดยเฉพาะที่มีลักษณะเป็นป่าในเมืองก็ค่อยๆ ร่อยหรอ
เพราะถูกพัฒนาเป็นอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแทน
โดยหลงลืมไปว่า ต้นไม้ที่เคยสร้างเมืองนั้น
มีมูลค่าทางด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตอย่างอเนกอนันต์
ดังนั้น ต้นไม้ที่หลงเหลือจึงต้องอาศัยอยู่ตามสวนสาธารณะและริมสองข้างถนนอย่างยากลำบาก
เพราะเมื่อต้นไม้น้อยลง สภาพธรรมชาติและสภาวะอากาศก็แปรเปลี่ยน
ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโต
ดินใต้ฟุตบาทแข็งเนื่องจากถูกบีบอัดหรืออาจมีก้อนปูนผสมอยู่
รากโตไม่ได้ลึกหรือต้องเจอกับท่อระบายน้ำ หรือบางทีได้รับปุ๋ยมากเกินไป
เมื่อลำต้นเป็นแผลและอ่อนแอง่าย ก็จะเป็นแหล่งเจาะทำลายของบรรดาแมลงไปอีก
ท้ายที่สุด
ต้นไม้ต้นไหนทนไม่ไหวก็จะตายก่อนได้โตเต็มที่
ทุกวันนี้
กรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ จึงขาดแคลนต้นไม้และสวนสาธาณะอย่างมาก สำหรับกรุงเทพฯ นั้น
ปัจจุบันมีประชากรถึงกว่า 5.5 ล้านคน ไม่รวมประชากรแฝง ขณะที่สวนสาธารณะมีเพียง 2
พันกว่าไร่ หรือมีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวอยู่ที่ 3%
เทียบกับเมืองที่มีต้นไม้มากที่สุดในโลกอย่างเมืองแทมปา ในรัฐฟลอริดา
ที่มีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวสูงถึง 36.1% กรุงเทพฯ
ก็ห่างไกลหลายขุม ส่วนอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากร เทียบกับสิงคโปร์-เมืองสีเขียวของโลกแล้ว ก็ยิ่งอึ้งว่า กรุงเทพฯ มีอัตราส่วนอยู่ที่ 6.21 ตารางเมตรต่อคน แต่สิงคโปร์มีถึง 66 ตารางเมตรต่อคน
ต้นไม้และพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ
จึงนับว่าเหลือน้อยอย่างน่าตกใจทั้งในแง่ของความหนาแน่นและอัตราส่วน
แถมอัตราส่วนยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตราฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดอยู่ที่ 9
ตารางเมตรต่อคนอีกด้วย
เพราะฉะนั้น
เมืองกรุงที่เคยชุ่มชื่น ร่มรื่นด้วยต้นไม้ เมื่อต้นไม้ที่มีคุณประโยชน์ต่อการสร้างสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีขาดหายไป
เมืองจึงเสียสมดุลจนมาถึงจุดที่ต้องกู้คืนดังเป็นอยู่ในเวลานี้
คุณประโยชน์ของต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียว
มีอเนกอนันต์ต่อเมืองแค่ไหน หลายคนอาจทราบกันอยู่แล้ว
เริ่มตั้งแต่เป็นปอดช่วยฟอกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้เป็นออกซิเจนสำหรับการหายใจของชาวเมืองได้ดี
โดยต้นไม้ 1 ต้น สามารถผลิตออกซิเจนได้ถึง 200,000-250,000
ลิตรต่อปี ช่วยลดความร้อนบนพื้นผิว 2-4 องศาเซลเซียส
เป็นแนวป้องกันน้ำท่วม ลดปริมาณการระบายน้ำฝน ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน
ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน กำบังแดด-ให้ร่มเงา บรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรวม
สร้างความสดชื่นผ่อนคลายให้กับมนุษย์
สังเกตง่ายๆ
ยิ่งมีต้นไม้เยอะ ผู้คนได้ปฎิสัมพันธ์กับต้นไม้บ่อย ก็ยิ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตดี
นอกจากนี้ต้นไม้ยังเป็นแหล่งอาหาร
ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด อาทิ ไลเคน มอส เฟิร์น ไม้เถา
และพืชอิงอาศัย สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น มด แมลงต่างๆ
และสัตว์มีกระดูกสันหลัง อย่างนก กิ้งก่า จิ้งจก งู กระรอก รวมถึงช่วยให้ดินร่วนซุย
อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายเพิ่มขึ้นด้วย อาทิเช่น
ไส้เดือนดิน กิ้งกือ ตะขาบ กบ เขียด เป็นต้น
จึงเห็นได้ว่า
การมีต้นไม้ในเมืองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น
และยิ่งเป็นต้นไม้หลายชนิดในลักษณะป่าก็ยิ่งดีขึ้น
เพราะจะทำให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุล
สร้างความเกื้อกูลระหว่างกันในสังคมพืชและสัตว์ได้ง่ายขึ้น อย่าลืมว่า
เมืองนั้นไม่ได้ประกอบด้วยสถานที่และผู้คนเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
อย่างพืชและสัตว์ต่างๆ อาศัยอยู่ด้วย
ต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียว
จึงเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ขาดไม่ได้ หากเมืองตัดสัมพันธ์กับต้นไม้
เมืองจะพัฒนาเป็นเมืองที่ดีไม่ได้เลย
โดยจากบทสัมภาษณ์
เรื่องการกู้โลกด้วยการออกแบบเมือง ของสเตฟาโน โบเอรี สถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี
ในเว็บไซต์ theurbanis
ก็ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวที่มีต่อเมืองสอดคล้องกับข้างต้นว่า
“ความจริงที่คุณเปลี่ยนไม่ได้คือ
ต้นไม้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 40% ซึ่งหมายความว่า
ต้นไม้คือพาร์ตเนอร์ที่ดีที่สุดของคุณ ยิ่งคุณรักษาต้นไม้หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองคุณได้มากเท่าไหร่
คุณยิ่งสามารถต่อสู้กับศัตรูในบ้านของคุณเองได้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
เป็นวิธีที่ไม่ได้ซับซ้อน แต่เป็นวิธีที่อัศจรรย์ที่สามารถต่อสู้กับภาวะโลกร้อนได้
ซึ่งมันหมายถึงการอยู่รอดของเมืองและสิ่งมีชีวิต
“โดยทุกประเทศสามารถเรียนรู้ได้จากข้อผิดพลาดของบางประเทศว่า
การพัฒนาเมืองโดยตัดสัมพันธ์กับต้นไม้และป่าอย่างสิ้นเชิงนั้น
มันสร้างผลร้ายอะไรได้บ้าง...”
ตัวอย่างผลร้ายที่เกิดขึ้น
เช่น ในเมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยต้นไม้ลดลง 560,000 เอเคอร์ ในปี ค.ศ.1973-1999
เพื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย สร้างถนนและสวนขนาดย่อมแทน
ได้นำไปสู่ปัญหาอุณหภูมิและหมอกควันเพิ่มขึ้นอย่างสูงจนเดือดร้อนไปทั้งเมือง
หรือเมืองอย่างปารีสที่เคยเผชิญกับคลื่นความร้อนเมื่อ
10 กว่าปีก่อน จนมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ก็ได้รับบทเรียนกลับมาว่า
ถ้ามีต้นไม้มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนั้น
ก็จะช่วยลดอุณหภูมิเมืองและรักษาชีวิตอันมีค่าของคนไว้ได้
ส่วนกรุงเทพฯ เอง
ผลลัพธ์จากการลดลงของปริมาณต้นไม้ เราเห็นอยู่กับตาแล้วว่า
ปัจจุบันต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตย่ำแย่เพียงใด
อย่างไรก็ตาม
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้เสริมว่า
นอกจากปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้มากขึ้นแล้ว
ต้องส่งเสริมให้ผู้คนรับรู้กับการมีต้นไม้ด้วย เพื่อจะได้ออกไปเห็น
ไปสัมผัสจับต้องต้นไม้ในเมืองที่เขาใช้ชีวิตอยู่
เพราะการเข้าถึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการมีต้นไม้มากๆ”
สรุปก็คือ
เมืองที่ดีต้องมีต้นไม้ และเมืองจะพัฒนาได้ดี ก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้
และทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ เมืองจึงจะก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ ซึ่งปีนี้กรุงเทพฯ
ก็กำลังขับเคลื่อนนโยบายนี้อยู่ เพื่อชาวกรุงจะได้ใกล้ชิดและมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้มากขึ้น
ดังคำกล่าวของดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว ที่ว่า
“ที่สุดแล้วเราคือสัตว์
ไม่ว่าเราจะพัฒนาไปอย่างไร เราก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติเสมอ”
ข้อมูลอ้างอิง : www.ngthai.com, www.seub.co.th