ผลการศึกษา Future Music Skills and Professions ทักษะที่ตลาดต้องการและอาชีพดนตรีแห่งอนาคต

29 ธันวาคม 2025
|
1057 อ่านข่าวนี้
|
6


            ยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทกับชีวิตรอบด้าน ดนตรีเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับอิทธิพลมหาศาล ในรูปแบบของการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าที่จะคาดการณ์ได้ ซึ่งนอกจากนำไปสู่โครงการระดับชาติ "Talent Everywhere" เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้แบบมืออาชีพ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนา Soft Power ไทย ยังนำมาสู่ “กิจกรรมเผยแพร่ผลการศึกษาแนวโน้มความต้องการทักษะและอาชีพในอุตสาหกรรมดนตรี” ภายใต้โครงการเดียวกัน ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ได้ทำงาน ร่วมกับ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

วิชาดนตรี Self-Directed Learning

การเรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง

             “เราอยากให้น้อง ๆ เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง และต่อยอดไปสู่อาชีพใหม่ ๆ ในอนาคต” คือช่วงหนึ่งของคำกล่าวโดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ที่เป็นตัวแทนกล่าวถึง ภารกิจตามนโยบายในการส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ในรูปแบบ Self-Directed Learning คือการเรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง ประกอบกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดัน Soft Power เพื่อทำให้วัฒนธรรมเป็นต้นทุนหลักของประเทศและเป็นศักยภาพการแข่งขันต่อไป ไม่ใช่ดนตรีสากลหรือแค่ดนตรีไทย แต่หมายถึงดนตรีสำหรับ Global Citizen ที่พร้อมสู่เวทีโลก ซึ่งจากการพูดคุยกับนักวิจัยพบว่ามีทักษะใหม่ที่สำคัญ 4 ด้าน คือ C-T-C-E

             Creativity: นักดนตรีหรือศิลปินต้องมีความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ ไม่ใช่เพียงแค่นำเพลงของศิลปินอื่นมาร้องใหม่

             Technology: มีทักษะการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI เช่น AI แต่งเพลง ทำกราฟิก สร้างวิดีโอ รวมถึงเทคโนโลยี Immersive Experience ที่จะทำให้การฟังเพลงครบทุกมิติ

             Cross Culture: อุตสาหกรรมดนตรีจะไม่จำกัดแค่คนไทยหรือกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรมและเจเนอเรชัน

             Entrepreneur: ศิลปินยุคใหม่ต้องมีความคิดแบบผู้ประกอบการ อย่างการใช้แพลตฟอร์มใหม่ ๆ เช่น Direct-to-Fan เข้ามาพลิกโฉมการเข้าถึงแฟนเพลงอย่างศิลปินหมอลำในจังหวัดขอนแก่นที่เชื่อมต่อกับผู้ติดตามผ่านเฟซบุ๊กกลุ่มปิด หรือการคิดเป็นผู้ประกอบการโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งค่ายใหญ่เหมือนในอดีต และสามารถนำไปสู่อาชีพใหม่ เช่น Prompt Composer นักประพันธ์เพลงผ่าน AI หรือ Wellness Sound Specialist ผู้เชี่ยวชาญการทำเพลงเพื่อสุขภาพ หนึ่งในตลาดที่เติบโตสูงและน่าสนใจอย่างยิ่ง

“นักดนตรีเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่?”

สู่งานวิจัยด้านทักษะและอาชีพในอุตสาหกรรมดนตรี

             ผู้ช่วยศาสตราจารย์ตรีทิพ บุญแย้มในนามตัวแทนทีมวิจัย ผู้นำเสนอผลการศึกษาในครั้งนี้ได้กล่าวว่างานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความต้องการทักษะและอาชีพในอุตสาหกรรมดนตรี โดยมีจุดเริ่มต้นเกิดจากคำถามของเยาวชน เช่น “เป็นนักดนตรีเลี้ยงตัวเองได้จริงหรือเปล่า?” หรือ “มีอาชีพอะไรในอุตสาหกรรมนี้บ้างถ้าไม่ใช่นักดนตรี?” ผู้ทำวิจัยจึงทำการศึกษาโดยแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่

             1. การสังเคราะห์เอกสาร: ศึกษาสถานการณ์อุตสาหกรรมดนตรีทั้งในและต่างประเทศ หลักสูตรการเรียนรู้ที่น่าสนใจ รูปแบบการเรียนรู้ และแนวโน้มอาชีพ

             2. การออกแบบสอบถามสำรวจเยาวชนไทย:กลุ่มอายุ 12-25 ปี ทุกภาค จำนวน 509 คน เพื่อดูพฤติกรรมและความสนใจด้านดนตรี ทักษะด้านดนตรีที่ต้องการพัฒนา

             3. สัมภาษณ์ตัวแทนสถาบันการศึกษา รวบรวมและศึกษาหลักสูตรด้านดนตรี: 14 สถาบันที่ดูแลหลักสูตรดนตรี เพื่อศึกษาแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในอนาคต

             4. การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดนตรี: 16 ราย ครอบคลุมทั้งระบบห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผลิต จัดจำหน่าย ไปจนถึงการแสดงดนตรี เพื่อศึกษาความต้องการทักษะและแนวโน้มธุรกิจ

ส่วนที่ 1 การสังเคราะห์เอกสาร

             โดยส่วนแรกได้นำเสนอถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมดนตรีไทยและโลก เช่น เมื่อถามว่าหากอยู่ในอุตสาหกรรมดนตรี การเป็นนักดนตรีจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้จริงหรือไม่? ซึ่งหากเป็น ค.ศ. 2014 หรือ 10 ปีย้อนหลัง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ตรีทิพ บุญแย้ม กล่าวว่าอาจตอบได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากอุตสาหกรรมดนตรีมีรายได้ทั้งโลกอยู่ที่ 12.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่เป็นเหมือนยุคตกต่ำที่สุด แต่หากสังเกตตั้งแต่ปี นั้นเป็นต้นมาถึงต้น ค.ศ. 2024 นอกจากอัตราการเติบโตจะขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว รายได้โดยรวมยังอยู่ที่มากถึง 29.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

             นอกจากนี้เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าช่องทางการจัดจำหน่ายหรือช่องทางที่ผู้ฟังเลือกฟังได้ถูกเปลี่ยนไปอยู่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิงเป็นหลัก โดยรายได้จากสตรีมมิงในอุตสาหกรรมเพลงโลก คิดเป็น 69% หรือเกือบ 70% ซึ่งหมายความว่า อุตสาหกรรมเพลงได้เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแล้ว 100%

             ขณะเดียวกันจากรายงานระดับโลก พบว่า ค.ศ. 2024 และ ค.ศ. 2025 อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่ประมาณ 4.8% ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเอเชียซึ่งมีการเติบโตสูงมากในด้านการสมัครสมาชิกสตรีมมิง (Subscription) โดยปัจจุบันมีสมาชิกทั่วโลกมากถึง 752 ล้านคน ซึ่งถือเป็นอัตราที่ดีมาก นอกจากนี้ รายได้จากสตรีมมิงเพียงอย่างเดียว เติบโตสูงถึง 9.5% ซึ่งมากกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงโดยรวมอีกด้วย ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันอุตสาหกรรมเพลงในยุคเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

สัญญาณบวกในประเทศไทย

             ข้อมูลจาก CEA - Creative Economy Agency สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระบุว่า พ.ศ. 2566 ตลาดเพลงไทยอยู่อันดับที่ 26 ของโลก และเติบโตขึ้น 6.32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีมูลค่ารวมประมาณ 107.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจัดเป็นอันดับ ที่ 5 ของเอเชีย นอกจากนี้ ค่ายเพลงชั้นนำในไทย คาดการณ์ว่าตลาดเพลงไทยในปี 2568 จะมีมูลค่ารวมถึง 15,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตอยู่ระหว่าง 7–10% อย่างต่อเนื่อง อีกสัญญาณบวกคือข้อมูลจาก Media Research ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยระดับโลก คาดการณ์ว่า YouTube Subscription ในไทยจะเติบโต 4 เท่าใน 7 ปี (ถึง พ.ศ. 2573) ซึ่งสะท้อนว่าคนไทย ฟังเพลงผ่าน YouTube เป็นจำนวนมาก ที่น่าสนใจคือ คนไทย ฟังเพลงมากกว่าเล่นโซเชียลมีเดีย เพราะจากพฤติกรรมการบริโภคเรามักเปิดเพลงตลอดเวลา เช่น ช่วงเวลาทำงาน และประกอบกับ T-POP กำลังเติบโตในตลาดโลก อันเป็นผลจากเรามี Ecosystem ด้านบันเทิงของไทยเข้มแข็งมาก ดังตัวอย่าง ศิลปิน T-POP ขยายผลงานไปซีรีส์ Y แล้วกลับมาทำเพลงต่อ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงระบบที่สนับสนุนกันทั้งวงการ

            สำหรับ ตลาด Music Event ผลการศึกษาโดย Statista ประเมินว่า พ.ศ. 2567 มีมูลค่าประมาณ 2,477.31 ล้านบาท และยังไม่รวม Tomorrowland ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีระดับโลกที่จะมาจัดในไทย ซึ่งอาจทำให้มูลค่าตลาดสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ สุดท้ายคือการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านยุทธศาสตร์ Soft Power และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น OKMD, CEA, กระทรวงต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง

เทคโนโลยี 4 ด้านที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมเพลง

            จากงานศึกษาระดับสากลที่สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ พบว่าเทคโนโลยีหลักที่มีผลต่ออุตสาหกรรมเพลงมี 4 ด้าน

            1. Streaming: ปัจจุบันครองสัดส่วนรายได้เกือบ 70% ของอุตสาหกรรม เป็นตลาดที่ใช้เทคโนโลยีสูง มี Big Data และ AI ช่วยขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้บริโภค

           2. AI: เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การผลิตเพลง การสร้างคอนเทนต์ การจัดแสดง ไปจนถึงการกระจายผลงาน แต่ต้องจับตาประเด็น จริยธรรมและลิขสิทธิ์ ที่ AI อาจยังไม่สามารถควบคุมได้

            3. Voice Control: เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียง เช่น Alexa สามารถใช้ควบคุมระบบเสียง แสง หรือแม้แต่สร้างเสียงแทนผู้ผลิตคอนเทนต์

            4. Blockchain: เข้ามาแก้ปัญหาลิขสิทธิ์และความโปร่งใส ผ่าน Smart Contract ที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนของการซื้อขายและถ่ายโอนข้อมูล

ส่วนที่ 2 การออกแบบสอบถามสำรวจเยาวชนไทย:

1. แนวโน้มความต้องการทักษะและอาชีพในอุตสาหกรรมดนตรีของวัยรุ่นไทย งานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากเยาวชนไทยทั่วประเทศ 509 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (56.8%) อายุ 19–22 ปี

 ประเด็นพฤติกรรมการฟังเพลงของเยาวชนไทย   

            • 80% ฟังเพลงทุกวัน และ 59.9% ฟังเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

            • 94.9% ฟังผ่านออนไลน์ (สตรีมมิงเป็นหลัก)

            • เพลงที่ฟังมากที่สุดคือ เพลงไทย (35.4%) แต่ก็ฟังหลากหลาย (K-Pop, C-Pop ฯลฯ) 41.3%)

            • 56.4% ยอมจ่ายเพื่อดูคอนเสิร์ตศิลปินไทย

            • ช่องทางติดตามศิลปินหลักคือ Instagram

            • Top 3 ที่เยาวชนไทยชื่นชอบคือ แนวเพลง Pop แนวเพลง Classical และแนวเพบงลูกทุ่ง

2. ความสามารถและความสนใจด้านดนตรีของเยาวชนไทย

         ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม เพียง 22% ที่เรียนด้านดนตรีจริง ๆ ส่วนที่เหลือ 78% ไม่ได้เรียนโดยตรง แต่ชื่นชอบและทำกิจกรรมทางดนตรี ซึ่ง 3 กิจกรรมที่ทำมากที่สุด ได้แก่ เล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง และฟังดนตรี (รวมถึงดนตรีบรรเลง เช่น คลาสสิก)

ความสนใจในการเล่นดนตรีของเยาวชนไทย

            จากผลการสำรวจพบว่าเยาวชนไทยมีความเกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรีในระดับต่าง ๆ ดังนี้

            • 5% เล่นดนตรีเป็นอาชีพ

            • 25% เล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก

            • 26% เคยเล่นดนตรี (เช่น เคยเรียนสมัยเด็ก) แต่ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว

            สรุปคือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมีทักษะดนตรี ส่วนที่เหลืออาจจะไม่ได้เล่นดนตรี แต่มีบทบาทในรูปแบบอื่น เช่น ร้องเพลงหรือเป็นผู้ฟังที่ดี

ประสบการณ์การเรียนดนตรี

            เยาวชนไทยส่วนใหญ่ เรียนดนตรีในระบบโรงเรียน/มหาวิทยาลัย รองลงมาคือ การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านออนไลน์ และสุดท้ายคือไม่ได้เรียนอย่างเป็นทางการ ที่น่าสนใจคือ การเรียนรู้ด้วยตนเองมีสัดส่วนสูง แสดงถึงความตั้งใจและความสนใจด้านดนตรี

ระดับความสามารถในการเล่นดนตรี
เมื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามประเมินตนเองพบว่า

            • ระดับต้น: เกือบ 49%

            • ระดับปานกลาง: 25%

            • ระดับสูง: 3%

            • มืออาชีพ: 2%

            • ไม่มีทักษะเลย: 21%

            แปลว่าเยาวชนส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐาน แม้ไม่ถึงขั้นมืออาชีพ แต่ก็มีความสนใจและทักษะเริ่มต้น

ความรู้ด้านทฤษฎีและเทคโนโลยีดนตรี

            • ความรู้ด้านทฤษฎีดนตรี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับน้อย มีเพียง 8% ที่บอกว่ามีความรู้มากและ 4% ที่มีความรู้มากที่สุด

            • ความสามารถด้านเทคโนโลยีดนตรี ผู้ตอบประเมินตัวเองว่ามีตั้งแต่ บันทึกเสียง ผลิตเพลง ปรับแต่งเสียง ไปจนถึงตัดต่อคลิปวิดีโอ ซึ่งผู้ตอบบางคนตีความว่าการทำคอนเทนต์ก็ถือเป็นเทคโนโลยีดนตรี

3 ทักษะด้านดนตรีและความต้องการพัฒนาของเยาวชนไทย

            1. เล่นเครื่องดนตรีได้ดีขึ้น

            2. ร้องเพลงและเทคนิคการร้องเพลง

            3. ความรู้ทฤษฎีดนตรีและการอ่านโน้ตเพลง

5 อาชีพที่เยาวชนอยากทำ

            1. DJ (มากที่สุด)

            2. โปรดิวเซอร์เพลง

            3. นักดนตรี / นักร้อง

            4. วิศวกรเสียง

            5. ครูสอนดนตรี

            สิ่งนี้สะท้อนว่าหลายอาชีพต้องใช้ทักษะดนตรีจริง จึงสอดคล้องกับความต้องการเพิ่มพูนทักษะ

อุปสรรคและความท้าทายในการทำงานสายดนตรี

5 อันดับแรก ได้แก่

            1. การแข่งขันสูงในอุตสาหกรรม

            2. รายได้ไม่แน่นอน

            3. ขาดความรู้/ทักษะที่จำเป็น

            4. ขาดการสนับสนุนจากครอบครัว (ค่าใช้จ่ายสูง)

            5. ขาดโอกาสเข้าถึงเครือข่ายในอุตสาหกรรม

5 ทักษะสำคัญที่สุดสำหรับอาชีพสายดนตรี (ในทัศนะเยาวชน)

            1. ทักษะดนตรี (เล่น ร้อง แต่ง เรียบเรียง)

            2. เทคโนโลยีดนตรีและการผลิต

            3. การตลาดและสร้างแบรนด์ศิลปิน

            4. การใช้โซเชียลมีเดียและทำคอนเทนต์

            5. ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ

            สะท้อนว่าเยาวชนเข้าใจดีว่าการเป็นศิลปินไม่ใช่แค่ทำเพลง แต่ต้องทำการตลาดและสร้างตัวตนด้วย

ความสนใจในการประกอบอาชีพดนตรี

            • สนใจมากที่สุด: 11%

            • สนใจมาก: 15%

            • สนใจปานกลาง: 37%

            • ส่วนที่เหลือยังรู้สึกไม่พร้อม

ส่วนที่ 3 การสัมภาษณ์ตัวแทนสถาบันการศึกษา

หลักสูตรการเรียนดนตรีในไทย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

            1. ดุริยางคศาสตรบัณฑิต: เน้นความสามารถดนตรีโดยตรง

            2. ศิลปศาสตร์/ศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต: เน้นความรู้และความเข้าใจในอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องเก่งดนตรี

            3. ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์บัณฑิต: ผลิตครูดนตรี ตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่



ผลการศึกษาที่ได้ข้อค้นพบสำคัญ:

            กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีหลักสูตรหลากหลายกว่า เช่น หลักสูตร Pop หลักสูตร Classical หลักสูตร Jazz และหลักสูตรเทคโนโลยีดนตรี

            • ต่างจังหวัดเน้นการผลิตครู เพราะงานค่ายเพลงหรือสายอาชีพดนตรีหายาก

            • วิชาเกี่ยวกับธุรกิจดนตรีเริ่มถูกบรรจุในหลักสูตรมากขึ้นโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ

ส่วนที่ 4 การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ

ความต้องการทักษะบุคลากรของภาคเอกชน
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้นผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

            • สายผลิตดนตรีกรรมและการแสดง: ทักษะดนตรีที่ดี รสนิยมการฟังเพลง ทำงานร่วมกับคนอื่น มีความคิดสร้างสรรค์ และมีทักษะเฉพาะทาง เป็นต้น

            • สายงานสนับสนุน: ไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรี แต่ต้องมี Passion ทักษะการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล กฎหมายลิขสิทธิ์ การเจรจาต่อรอง

ทักษะที่ควรเพิ่ม:

            • สายผลิตดนตรีกรรมและการแสดง: ประสบการณ์จริง เก็บ Connection ในวงการ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้มแข็งทางจิตใจ (เพราะกว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลา)

            • สายงานสนับสนุน: ประสบการณ์, ทักษะการทำวิจัย, การตลาด, ลิขสิทธิ์, จิตวิทยา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ปัญหาการใช้บัณฑิตรุ่นใหม่:

            • สายผลิตดนตรีกรรมและการแสดง: ศิลปินรุ่นใหม่ผลิตเพลงตาม Passion แต่ไม่คิดถึงความสร้างสรรค์เชิงการตลาด เสน่ห์ของเพลงลดลงเพราะตามกระแส ขาดความอดทน ขาดประสบการณ์จริง

            • สายงานสนับสนุน: ความยึดมั่นในตนเอง (Ego) สูง ขาดความอดทน และขาดการสื่อสารอย่างเป็นทางการไม่เก่ง (เช่น การเขียนอีเมลธุรกิจ)

            ทั้งนี้นักวิจัยยังได้รวบรวมอาชีพในอุตสาหกรรมดนตรีไว้กว่า 80 อาชีพ เช่น งานผลิตดนตรีกรรม (งานประพันธ์ งานบันทึกเสียง) งานสนับสนุนอุตสาหกรรม งานจัดจำหน่าย งานด้านเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม นอกเหนือจากนั้นยังมีงานด้านการดูแลลิขสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงงานบริหารที่ดูแลภาพรวมขององค์กรด้วย

            นอกเหนือจากนั้น ดนตรีไม่ได้อยู่เพียงในวงการของตัวเอง แต่ยังเชื่อมโยง (Cross) กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมาก เช่น การศึกษา การแพทย์ สื่อมวลชน เกม และภาพยนตร์ เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับดนตรีทั้งสิ้น

อาชีพที่น่าสนใจในอนาคต

ทางทีมนักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจาก 2 ส่วน ประกอบด้วย:

            • การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในอุตสาหกรรม

            • การค้นหาจากบริษัทจัดหางานระดับโลก (Recruiter)

            ปรากฏว่าอาชีพที่มาแรงมากคืองานด้าน AI โดยหากเป็นสายงานผลิตดนตรีกรรม จะมีอาชีพ Music AI Trainer หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรน AI ให้เข้าใจดนตรี เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และสร้างงานตามที่เราต้องการ

สายการแสดง: อย่างดีเจ ที่เวลานี้มีถึง 5 ประเภท

สายงานสนับสนุน: ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น

            • AI-Based Music Licensing Specialist

            • Music Data Analyst

            • AI Developer

            สรุปคือแนวโน้มอุตสาหกรรมดนตรีในอนาคตจะต้องผสานกับเทคโนโลยี (Music + Tech) ตามทิศทางที่เกิดขึ้นจริง


ทักษะที่ต้องมีในอนาคต

            บริษัทจัดหางานระดับโลกแนะนำว่า บุคลากรในสายนี้ต้องมีทักษะผสมผสาน 3 ด้าน ซึ่งหาในคนเดียวค่อนข้างยาก ได้แก่

            1. Music Skills: ทฤษฎีดนตรี ทักษะการปฏิบัติ และการบันทึกเสียง

            2. Computer Science Skills: ความรู้วิศวกรรมเสียง การเขียนโค้ด (Python) และเข้าใจ AI / Machine Learning

            3. Soft Skills – ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการสื่อสารที่ดี เพราะต้องประสานงานระหว่างสายศิลปะกับสายเทคโนโลยี


แนวทางการเตรียมตัว

สอดคล้องกับแนวคิด C-T-C-E ที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น โดยทีมวิจัยสรุปออกมาเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้

            1. ทักษะดนตรี: ความรู้ปฏิบัติ โน้ต เทคนิคเฉพาะอาชีพ เช่น Voice Coach ต้องสอนได้ ไม่ใช่แค่ร้องเก่ง

            2. ทักษะเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์: วิทยาการคอมพิวเตอร์ Machine Learning วิศวกรรมเสียง แสง

            3. ทักษะธุรกิจดนตรี: เข้าใจลิขสิทธิ์ การบริหาร จัดการ และการวิเคราะห์ข้อมูล

            4. ทักษะชีวิต: การสื่อสาร ทำงานเป็นทีม ความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ และความคิดสร้างสรรค์

            ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI ที่มีต่ออุตสาหกรรมดนตรี ข้อมูลจากงานวิจัยและการรายงานนี้สามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรม ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจศึกษา โดยเฉพาะทักษะใหม่ 4 ด้านเปิดมุมมองสู่อาชีพดนตรีแห่งอนาคตที่หลากหลายและยั่งยืน ผู้ที่สนใจยังสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบวิดีโอ Facebook Live ได้ทาง www.facebook.com/OKMDInspire/videos/770688202000295/

#TalentEverywhere #Music #SoftPower #FutureMusicSkillsandProfessions #Survey #ดนตรี #อุตสาหกรรมดนตรี #ซอฟต์พาวเวอร์ #วิจัย #KnowledgePortal #กระตุกต่อมคิด #OKMD

ข้อมูลอ้างอิง : กิจกรรมเผยแพร่ผลการศึกษาแนวโน้มความต้องการทักษะและอาชีพในอุตสาหกรรมดนตรี ภายใต้โครงการ Talent Everywhere โดย OKMD ร่วมกับ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 21 สิงหาคม 2568 ณ River City Bangkok กรุงเทพฯ https://www.facebook.com/OKMDInspire/videos/770688202000295/

ภาพอ้างอิง : (แบบเต็ม)

• Ai music composer or generator with robot play piano https://www.freepik.com/premium-photo/ai-music-composer-generator-with-robot-play-piano_39033603.htm#fromView=search&page=2&position=21&uuid=fdd123e3-9cb0-44a2-89b6-adb4e01fb3fd&query=ai+music

• 3d realistic globe with musical elements

https://www.freepik.com/free-ai-image/3d-realistic-globe-with-musical-elements_196607089.htm#fromView=search&page=1&position=47&uuid=fdd123e3-9cb0-44a2-89b6-adb4e01fb3fd&query=ai+music


0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI