CIRCULAR CRAFT & SUSTAINABLE DESIGN LAB ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คืออนาคตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

07 ตุลาคม 2026
|
12 อ่านข่าวนี้
|
0


CIRCULAR CRAFT & SUSTAINABLE DESIGN LAB 

ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คืออนาคตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในยุคที่วงการออกแบบกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะการทำงานแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในอนาคตอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อ ‘ความยั่งยืน’ (Sustainability) กำลังเปลี่ยนสถานะจากเพียงจุดขายทางเลือก กลายเป็นข้อบังคับพื้นฐานที่ทุกแบรนด์ต้องมี ด้วยเหตุนี้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) จึงได้ริเริ่มโครงการ Design Futures Lab และจัดคลาสเรียนออนไลน์ CIRCULAR CRAFT & SUSTAINABLE DESIGN LAB ขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับทักษะแห่งอนาคต ให้แก่ดีไซเนอร์และผู้ประกอบการยุคใหม่ คลาสนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย โดยผสานความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับบริบทของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป 

หนึ่งในหัวใจสำคัญของคลาสเรียนนี้คือการบรรยายโดย ‘คุณกมลนาถ องค์วรรณดี’ ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นยั่งยืนและผู้ประสานงานระดับประเทศจาก Fashion Revolution Thailand เนื้อหาที่นำมาถ่ายทอดนั้นเจาะลึกไปที่แนวคิด ‘การออกแบบหมุนเวียน’ (Circular Design) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน (Sustainable Creative Economy) ความสำคัญของบทเรียนนี้คือการเปิดมุมมองให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงมิติทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณค่าทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์แฟชั่นชั่วคราว แต่คือ ‘อนาคต’ ที่แท้จริงของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  

เพื่อให้เห็นภาพตั้งแต่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปจนถึงการลงมือทำจริง เนื้อหาจากคลาสเรียนนี้ จึงถูกสรุปและรวบรวมเป็น 2 ส่วนสำคัญ โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจวิกฤตโลกและการปรับวิธีคิดผ่านมุมมองของคุณอุ้ง ก่อนจะเชื่อมโยงไปสู่ การสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งทอและวัสดุยั่งยืน (Textile Innovation) โดย ‘คุณจิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์’ จาก SC GRAND ที่จะมาช่วยไขคำตอบว่า เราจะนำแนวคิดรักษ์โลกมาเพิ่มมูลค่าและสร้างการเติบโตให้กับผลงานหรือแบรนด์ในอนาคตได้อย่างไร

การเปลี่ยนผ่านแนวคิดจากโลกที่เปราะบาง สู่การออกแบบเพื่อความยั่งยืน

ในยุคปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่าโลกยุค BANI (BANI World) ซึ่งประกอบไปด้วยความเปราะบาง แตกหักง่าย (Brittle) สร้างความวิตกกังวล (Anxious) คาดเดาสถานการณ์ไม่ได้เพราะเหตุและผลไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear) และมีความซับซ้อนจนยากที่จะทำความเข้าใจได้ทันที (Incomprehensible) ภายใต้บริบทโลกเช่นนี้ โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นการ ‘ขุดเจาะ-ผลิต-ทิ้ง’ (Take-Make-Dispose) หรือ เศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) กำลังนำพามนุษยชาติไปสู่ขีดจำกัด Planetary Boundaries ทั้งในมิติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษที่เกินระดับความปลอดภัย

เมื่อเจาะลึกเข้าไปใน ‘วิกฤตการณ์ด้านแฟชั่นและสิ่งทอ’ สถิติได้สะท้อนภาพความรุนแรงของปัญหาอย่างชัดเจน ปัจจุบันโลกของเรามีเสื้อผ้ามากพอที่จะให้มนุษย์สวมใส่ต่อไปได้อีกถึง 6 เจเนอเรชัน ยอดขายเสื้อผ้าเติบโตเร็วกว่า GDP ของโลก โดยมีการผลิตเสื้อผ้ากว่าแสนล้านชิ้นต่อปี แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ วัสดุเหล่านั้นถูกนำมา

รีไซเคิลไม่ถึง 1% และกว่า 60% ของเสื้อผ้าถูกนำไปฝังกลบหรือเผาทำลายภายในไม่กี่ปีหลังการผลิต ซึ่งนอกจากจะสร้างก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางน้ำจากไมโครพลาสติกแล้ว ยังทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล

เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องใช้ ‘การคิดเชิงระบบ’ (Systems Thinking) หรือโมเดลภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model) ที่ชวนให้เรามองข้าม ‘เหตุการณ์เฉพาะหน้า’ (Events) ที่อยู่เหนือน้ำ ลงไปสำรวจสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง ตั้งแต่แนวโน้มพฤติกรรม โครงสร้างระบบ ไปจนถึง "กรอบความคิด" (Mental Models) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุด เราต้องเปลี่ยนจากกรอบคิดแบบ Ego System ที่มองผลประโยชน์ส่วนตนเป็นศูนย์กลาง ไปสู่ Eco System ที่มองเห็นความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่งและรับผิดชอบร่วมกัน


ทางออกของปัญหานี้คือ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ (Circular Economy) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากระบบนิเวศในธรรมชาติ (Living Systems) ที่ไม่มีคำว่า ‘ของเสีย’ ทุกอย่างจะหมุนเวียนเป็นสารอาหารให้แก่กันและกัน แนวคิดนี้ถูกนำมาแปลงเป็นกลยุทธ์ ‘การออกแบบหมุนเวียน’ (Circular Design) ซึ่งมีความเข้าใจผิดกันบ่อยครั้งว่าคือการรีไซเคิล แต่แท้จริงแล้วมันคือการคิดเผื่อตั้งแต่ต้นทาง โดยหลักการสำคัญ 3 ประการคือ 1. การออกแบบเพื่อไม่ให้เกิดของเสียและมลพิษ 2. การรักษาคุณค่าของวัสดุให้ถูกใช้งานนานที่สุด และ 3. การฟื้นฟูระบบนิเวศ


การออกแบบที่ดีต้องตระหนักถึง ‘ภูเขาแห่งคุณค่า’ (Value Hill) ผลิตภัณฑ์จะมีมูลค่าสูงสุดเมื่ออยู่กับผู้ใช้งาน ดังนั้นโมเดลธุรกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่การนำขยะมาทำใหม่ แต่รวมถึงกลยุทธ์การยืดอายุสินค้า โมเดลการเช่าใช้งาน, โมเดลการจ่ายตามการใช้งานจริง, หรือการรับซ่อมแซมและขายสินค้ามือสอง (Recovery) เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ กว่า 80% ของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนั้น ถูกกำหนดและหลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์นั่นเอง



ปฏิวัติอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยกระบวนการรีไซเคิลแบบระบบปิด

หากแนวคิด Circular Design คือแผนที่นำทางสำหรับการแก้ไขปัญหาขยะล้นโลก สิ่งที่ SC GRAND และแบรนด์ CIRCULAR กำลังลงมือทำก็คือการเปลี่ยนทฤษฎีเหล่านั้นให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่จับต้องได้จริงในสเกลระดับประเทศ ผ่านกระบวนการสร้างคุณค่าใหม่ที่เรียกว่า ‘Waste to Wardrobe’ หรือการรีไซเคิลขยะสิ่งทอแบบระบบปิด (Closed Loop) โดยรับหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้ผลิตสินค้าผ้ารีไซเคิลแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดคอนเซปต์ การออกแบบ ไปจนถึงกระบวนการผลิตจริงที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในทุกมิติ



วงจรการรีไซเคิลของ SC GRAND เริ่มต้นจากการรวบรวม (Collecting) ขยะสิ่งทอรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศษผ้าและเศษด้ายจากโรงงาน เสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ไปจนถึงขวดพลาสติก PET จากนั้นนำเข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การคัดแยก (Assorting) ตามเฉดสี เพื่อนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิล (Recycling) ตีเศษผ้าให้กลับเป็นเส้นใย และปั่นเป็นเส้นด้ายใหม่โดย ‘ไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม’ (No Dyeing) นวัตกรรมนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะการไม่ใช้สารเคมีฟอกย้อมเลยนั้น ช่วยลดการใช้น้ำ ลดการใช้พลังงาน และลด

การปล่อยน้ำเสียออกสู่แหล่งธรรมชาติได้อย่างมหาศาล ก่อนจะนำเส้นด้ายไปถักทอ (Knitting/Weaving) และ

ตัดเย็บ (Garment) ออกมาเป็นสินค้าเพื่อความยั่งยืนในที่สุด



สิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเติบโตได้คือ ‘ความร่วมมือ’ (Collaborations) ระหว่างแบรนด์ SC GRAND ได้ริเริ่มโปรเจกต์เปลี่ยนขยะองค์กรให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย เช่น 

• การร่วมมือกับ Bangkok Airways นำชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่ไม่ใช้แล้วมาแปลงโฉมเป็นผ้ากันเปื้อนและกระเป๋าสำหรับห้องรับรองผู้โดยสาร 

• การจับมือกับสายการบิน THAI และ THAI Smile ในโครงการ Upcycled Uniform หรือการผลิตเสื้อและหมวกให้พนักงาน FedEx จากวัสดุรีไซเคิล 

• นอกจากนี้ยังสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านแคมเปญของปั๊มน้ำมัน PT (Max Card) ที่ชวนคนมาโละตู้บริจาคเสื้อผ้าเพื่อรับแต้มพิเศษ 

• นำมาผลิตเป็นคอลเลกชัน ReWear ReCare ร่วมกับแบรนด์ YUEDPAO 

• ล่าสุดกับการนำนวัตกรรมเปลี่ยนขยะมาทำเป็น The Glowing Sneakers หรือรองเท้าเรืองแสงในโปรเจกต์ IP LIFE LAB


เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่อง Greenwashing ความโปร่งใสและการประเมินผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เส้นใยและเส้นด้ายของ SC GRAND ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล GRS (Global Recycled Standard) และผ่านการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE-CFP) จาก อบก. ซึ่งสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต (T-VER) ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สินค้ายังมี Impact QR Code บนป้าย Tag ที่ประเมินโดย Green Story องค์กรวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมระดับโลก (LCA: Life Cycle Assessment) ทำให้ผู้บริโภคสามารถสแกนดูได้ทันทีว่า เสื้อผ้าที่พวกเขาใส่นั้นช่วยประหยัดน้ำไปได้กี่ลิตร ประหยัดพลังงานได้กี่กิโลวัตต์-ชั่วโมง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กี่กิโลกรัม ซึ่งเป็นการสื่อสารคุณค่าของความยั่งยืนให้ลูกค้าสัมผัสได้อย่างแท้จริง


สามารถเรียน CIRCULAR CRAFT & SUSTAINABILITY LAB ย้อนหลังแบบเต็มคลาสได้ที่ 

▶️ รับชมย้อนหลังทาง YouTube OKMD: https://youtube.com/live/kFeq4vvXF-I?t=930

🔵 หรือเรียนผ่าน OKMD e-Learning พร้อมขอรับเกียรติบัตรเมื่อเรียนจบหลักสูตร:

https://elearning.okmd.or.th/course/circular-craft-sustainable-design-lab

0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI