SC GRAND เมื่อขยะสิ่งทอกลับมาเป็นวัตถุดิบของธุรกิจ

14 ตุลาคม 2026
|
8 อ่านข่าวนี้
|
2


SC GRAND เมื่อขยะสิ่งทอกลับมาเป็นวัตถุดิบของธุรกิจ

ในวันที่อุตสาหกรรมแฟชั่นถูกตั้งคำถามเรื่องขยะ การใช้ทรัพยากร และความโปร่งใส SC GRAND เสนอคำตอบจากมุมของผู้ประกอบการรายเล็กที่ลงมือทำจริงมาต่อเนื่องหลายปี ไม่ใช่ด้วยการประกาศตัวเป็นศูนย์กลางรีไซเคิลสิ่งทอ แต่ด้วยการค่อย ๆ เชื่อมผู้มีวัสดุเหลือใช้ โรงงาน ผู้ผลิตสินค้า แบรนด์ และผู้บริโภคเข้าหากัน เพื่อทำให้ของที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะกลับมาเป็นวัตถุดิบที่มีตลาดรองรับ

กรณีศึกษานี้จึงไม่ได้เล่าเพียงวิธีทำผ้ารีไซเคิล แต่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี การคัดแยก การออกแบบ ระบบรับคืน หลักฐานตรวจสอบย้อนกลับ และการสร้างความเชื่อมั่นให้คนอยากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุหมุนเวียน

สามรุ่นจากของเหลือใช้สู่ผ้ารีไซเคิล

คุณจิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ เล่าว่าเส้นทางของครอบครัวเริ่มจากรุ่นคุณยายที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไปเมื่อราว 60 ปีก่อน ต่อมารุ่นที่สองนำวัสดุเหลือใช้มาทำเส้นด้ายสำหรับม็อบถูพื้น ก่อนที่รุ่นปัจจุบันจะพัฒนาต่อเป็นเส้นด้ายและผ้ารีไซเคิล เส้นทางทั้งสามรุ่นสะท้อนการขยับจากการจัดการของเหลือ ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ให้วัสดุอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม SC GRAND ยังมองตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น SME ขนาดเล็กและอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาด คุณจิรโรจน์กล่าวถึงความเหน็ดเหนื่อยตลอดห้าปีที่ผ่านมา และประเมินว่าปีนี้อาจเป็นปีแรกที่ตัวเลขทางธุรกิจเริ่มเป็นบวก น้ำเสียงเช่นนี้สำคัญ เพราะทำให้เห็นว่าธุรกิจหมุนเวียนไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องสร้างทั้งซัพพลาย วัตถุดิบ ตลาด และความน่าเชื่อถือไปพร้อมกัน

ขยะสิ่งทอไม่มีสูตรเดียว

วัตถุดิบของ SC GRAND มีทั้งขวดพลาสติก เศษผ้าจากกระบวนการผลิต และยูนิฟอร์มที่หมดรอบใช้งาน วัสดุแต่ละประเภทมีองค์ประกอบ สี และข้อจำกัดต่างกัน จึงต้องเริ่มจากการคัดแยก ก่อนนำไปสางให้กลับเป็นเส้นใย ปั่นเป็นเส้นด้าย ทอเป็นผ้า และตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยสัดส่วนเส้นใยรีไซเคิลในผ้าอยู่ประมาณ 20–50% ขึ้นกับชนิดและคุณสมบัติที่ผลิตภัณฑ์ต้องการ

ซิป กระดุม และวัสดุผสมทำให้การแยกวัสดุยากขึ้น จึงควรออกแบบให้ถอดแยกได้ตั้งแต่ต้น กรณี SC GRAND ทำให้เห็นว่า คุณภาพของการรีไซเคิลปลายทางถูกกำหนดมาตั้งแต่การเลือกวัสดุและการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นทาง

สีเดิมของวัสดุคือทรัพยากร

หนึ่งในหลักคิดที่จับต้องได้ของ SC GRAND คือ “วัสดุเหลือใช้สีไหน ผ้าใหม่สีนั้น” การแยกวัสดุตามสีก่อนผลิตช่วยลดความจำเป็นในการฟอกและย้อมใหม่ สีเดิมจึงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นทรัพยากรที่ช่วยลดขั้นตอน น้ำ พลังงาน และสารเคมี พร้อมทำให้ที่มาของผลิตภัณฑ์ยังปรากฏอยู่ในเนื้อผ้า

ตัวอย่างที่ชัดคือผ้ายีนส์รีไซเคิล 100% ซึ่งประกอบจากเศษด้าย 50% และเศษผ้า 50% แทนที่จะเริ่มจากเส้นใยใหม่ทั้งหมด เคสนี้แสดงให้เห็นว่าการหมุนเวียนไม่ได้มีรูปแบบเดียว บางผลิตภัณฑ์ใช้เส้นใยรีไซเคิลผสมเพื่อรักษาคุณสมบัติการใช้งาน ขณะที่บางชนิดสามารถพัฒนาให้มาจากวัสดุรีไซเคิลเต็มสัดส่วนได้

CIRCULAR แบรนด์ที่ทำหน้าที่สร้างตลาด

การมีเทคโนโลยีผลิตผ้ารีไซเคิลยังไม่เพียงพอ หากผู้บริโภคไม่มั่นใจหรือไม่อยากสวมใส่ คุณจิรโรจน์จึงสร้างแบรนด์เสื้อผ้ารีไซเคิลของตัวเองในชื่อ CIRCULAR ให้เป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อเปลี่ยนภาพจำที่ว่าเสื้อผ้าจากวัสดุรีไซเคิลไม่น่าใช้ ให้กลายเป็นสินค้าที่ร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และมีเรื่องราวที่ผู้ซื้อเข้าใจได้

เสื้อยืดของแบรนด์มีราคาอยู่ราว 400–500 บาท และเสื้อโปโลไม่เกิน 600 บาท พร้อมทดลองพบผู้บริโภคผ่านป็อปอัพที่เซ็นทรัลเวิลด์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอีกโจทย์สำคัญของความยั่งยืน นั่นคือผลิตภัณฑ์ต้องไม่เพียงดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมีราคา รูปลักษณ์ และช่องทางจำหน่ายที่ทำให้คนเลือกใช้จริง

จากจุดรับคืนสู่วัตถุดิบของระบบ

SC GRAND นิยามบทบาทของตนว่าเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์หรือพันธมิตรด้านการรีไซเคิลขยะสิ่งทอ บทบาทดังกล่าวเริ่มจากการช่วยองค์กรคิดว่าจะเก็บ รวบรวม แยก และส่งต่อวัสดุอย่างไร โดยมีกล่องรับคืน ที่คอมมอนส์ ทองหล่อ ปั๊ม PT ทรู ดิจิทัล พาร์ค ตลอดจนจุดรับคืนในงานวิ่งและคอนเสิร์ตเป็นตัวอย่างของโครงสร้างที่ทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมได้จริง

รวมถึงความร่วมมือกับ Bangkok Airways โดยเข้าไปรับขวดพลาสติกทุกหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าแหล่งวัตถุดิบของ SC GRAND ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เสื้อผ้าเก่า แต่รวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถแปรเป็นเส้นใยสำหรับผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้ด้วย

ยูนิฟอร์มการบินไทยกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

กรณียูนิฟอร์มหลักที่คุณจิรโรจน์นำเสนอคือการบินไทย เสื้อผ้าเก่าถูกคัดแยกและสางกลับเป็นไฟเบอร์สีม่วง ก่อนนำไปพัฒนาเป็นเสื้อยืด เสื้อโปโล เสื้อกั๊ก หมวก กระเป๋า และผ้าสำหรับเฟอร์นิเจอร์ จุดเด่นของเคสนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนของเก่าเป็นสินค้าใหม่ แต่คือการรักษาอัตลักษณ์ของวัสดุเดิมไว้ในสีและเรื่องราวของผลิตภัณฑ์

หลักฐานต้องเดินทางไปพร้อมกับสินค้า

การบอกว่าสินค้า “รีไซเคิล” หรือ “ยั่งยืน” เพียงอย่างเดียวไม่พอ คุณจิรโรจน์อธิบายในคลาสถึงมาตรฐานสิ่งทอรีไซเคิลสากล (Global Recycled Standard: GRS) และเอกสารรับรองการซื้อขาย (Transaction Certificate: TC) ซึ่งระบุข้อมูลระดับล็อต วันผลิต และที่มาของวัตถุดิบ เพื่อให้การกล่าวอ้างสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เขายังกล่าวถึงแนวทางการรับรอง B Corp และการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) ร่วมกับ Green Story เพื่อยกระดับข้อมูลด้านผลกระทบให้มีบุคคลที่สามช่วยตรวจสอบ

ในฝั่งผู้ใช้ คิวอาร์โค้ดและหนังสือเดินทางดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ สามารถพาข้อมูลเหล่านี้ไปอยู่กับสินค้า รวมถึงสื่อสารข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ หลักฐานจึงไม่ได้เป็นเพียงเอกสารหลังบ้าน แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้องค์กร คู่ค้า และผู้บริโภคตัดสินใจจากข้อมูลเดียวกัน และลดความเสี่ยงของการสื่อสารเกินจริงหรือการฟอกเขียว

โอกาสของไทยอยู่ในขยะระหว่างทาง

คุณจิรโรจน์ชี้ว่า หากอาเซียนผลิตเสื้อผ้า 100 ตัว จะถูกส่งออกประมาณ 80 ตัว และใช้ในภูมิภาคเพียง 20 ตัว ส่วนแบรนด์ในยุโรปเริ่มหมุนเวียนเสื้อผ้ากลับมาผลิตใหม่แล้วราว 20% ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าโอกาสของอาเซียนไม่ได้อยู่เฉพาะการจัดการเสื้อผ้าหลังผู้บริโภค แต่รวมถึงเศษวัสดุจำนวนมากที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต

แนวคิด “ขยะของอุตสาหกรรมหนึ่งคือทรัพยากรของอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง” จึงเป็นทั้งหลักสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางธุรกิจ แต่ตลาดจะขยายตัวได้เร็วขึ้นเมื่อมีแรงส่งสามระดับ ได้แก่ นโยบายโลกที่กำหนดทิศทาง นโยบายในประเทศที่สร้างกติกาและแรงจูงใจ และองค์กรขนาดใหญ่ที่นำความต้องการเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง



แนวทางสำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มวงจรของตนเอง

● ทำแผนที่วัสดุเหลือใช้ให้ชัด: ระบุชนิด ปริมาณ สี ความถี่ และจุดที่วัสดุเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ผลิตวางแผนกระบวนการได้จริง

● แยกวัสดุและสีตั้งแต่ต้นทาง: การคัดแยกที่ดีช่วยลดการปนเปื้อน ลดขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ใช้สีเดิมแทนการย้อมใหม่

● เริ่มจากผลิตภัณฑ์นำร่อง: ทดสอบสัดส่วนเส้นใยรีไซเคิล คุณสมบัติ และความต้องการของผู้ใช้ ก่อนขยายปริมาณ

● ออกแบบให้ถอดแยกได้: ลดวัสดุผสมและวางแผนซิป กระดุม หรือชิ้นส่วนประกอบ เพื่อให้ปลายทางแยกคืนได้ง่ายขึ้น

● สร้างช่องทางรับคืนที่สะดวก: เชื่อมกล่องรับคืน กิจกรรม พื้นที่ค้าปลีก หรือระบบสมาชิกเข้ากับการขนส่งและการคัดแยกหลังบ้าน

● เตรียมหลักฐานและตลาดไปพร้อมกัน: ใช้มาตรฐาน เอกสารตรวจสอบย้อนกลับ คิวอาร์โค้ด หรือหนังสือเดินทางดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ พร้อมกำหนดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่จะถูกใช้หรือขายที่ไหน

บทเรียนจาก SC GRAND

SC GRAND แสดงให้เห็นว่าการทำธุรกิจหมุนเวียนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากองค์กรขนาดใหญ่ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจวัสดุอย่างละเอียด สร้างพันธมิตรที่เหมาะสม และยอมรับข้อจำกัดของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา การมีโรงงานหรือเทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือการทำให้คนส่งคืนวัสดุ เชื่อถือข้อมูล และอยากซื้อของที่ผลิตกลับมา

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ผ้ารีไซเคิลหนึ่งผืน แต่คือระบบที่ทำให้ขวดพลาสติก เศษผ้า และยูนิฟอร์มเก่าเดินทางกลับเข้าสู่เศรษฐกิจได้อีกครั้ง เมื่อสีเดิมกลายเป็นทรัพยากร หลักฐานติดตามไปกับสินค้า และตลาดยอมรับผลิตภัณฑ์ ขยะสิ่งทอก็เปลี่ยนสถานะจากต้นทุนในการกำจัด เป็นวัตถุดิบของธุรกิจรอบใหม่ได้จริง


สามารถเรียน CIRCULAR CRAFT & SUSTAINABILITY LAB ย้อนหลังแบบเต็มคลาสได้ที่ 

▶️ รับชมย้อนหลังทาง YouTube OKMD:

https://youtube.com/live/kFeq4vvXF-I?t=930

🔵 หรือเรียนผ่าน OKMD e-Learning พร้อมขอรับเกียรติบัตรเมื่อเรียนจบหลักสูตร:

https://elearning.okmd.or.th/course/circular-craft-sustainable-design-lab


แหล่งข้อมูล

คลาส CIRCULAR CRAFT AND SUSTAINABLE DESIGN LAB ช่วงกรณีศึกษา SC GRAND โดยคุณจิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์, YouTube: https://www.youtube.com/live/kFeq4vvXF-I 


0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI