นครพนม

‘โบสถ์นักบุญอันนา’ ความศรัทธาและความเจ็บปวด

13 พฤศจิกายน 2024
|
380 อ่านข่าวนี้
|
0




HISTORY - BELIEF - ORDEAL

‘โบสถ์นักบุญอันนา’ ความศรัทธาและความเจ็บปวด


                            

ในยุคล่าอาณานิคม ชาวตะวันตกมักจะนิยมสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนสไตล์ ‘โคโลเนียล’ หรือสไตล์ ‘ตะวันตก’ ไว้ในเมืองขึ้นของตนเสมอ ซึ่งรูปแบบอาคารก็มักจะมีกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกกับความเป็นท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ ซึ่งในประเทศไทยเอง ศิลปะการก่อสร้างโคโลเนียลสไตล์นี้ ก็ได้เข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมากในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งจังหวัดนครพนมก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ๆ ที่มีศิลปะสไตล์โคโลเนียลให้เห็นเป็นจำนวนมาก เพราะสมัยที่ชาวเวียดนามลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในนครพนม ได้มีนายช่างใหญ่และผู้รับเหมาก่อสร้างชาวเวียดนามอพยพมาด้วยนั่นเอง


        ทำให้นครพนม กลายเป็นเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขงที่ยังคงหลงเหลืออาคารสไตล์โคโลเนียลให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน แม้หลายสถานที่จะถูกซ่อมแซม บูรณะ ปรับปรุง หรือถูกดัดแปลงใหม่ ทั้งเพื่อให้เกิดความคงทนแข็งแรง และปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัยขึ้นตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หากแต่กลิ่นอายของความเป็นโคโลเนียลก็ยังคงมีให้เห็นอย่างมีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์

    และการเลื่อนไหลของวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในจังหวัดนครพนมนี้ หนึ่งสิ่งที่คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ “ความเชื่อความศรัทธาในการนับถือศาสนาของผู้คน” แม้ตามพื้นฐานของชาวนครพนมหรือคนไทยในแถบภาคอีสานส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ หากแต่เมื่อมีศาสนาคริสต์เข้ามาทำการเผยแผ่ศาสนา ก็ทำให้ชาวบ้านในนครพนมกลุ่มหนึ่งยอมรับได้ไม่ยากเช่นกัน


                ในราวปีพ.ศ. 2469 “โบสถ์นักบุญอันนา” ได้ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ ความศรัทธาที่มีต่อศาสนาคริสต์ ทั้งจากชาวไทย ชาวเวียดนาม ชาวลาว ชาวจีน และชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในนครพนม ซึ่งนับเป็นโบสถ์คริสต์ที่สวยงามและโดดเด่นมากแห่งหนึ่งในประเทศไทยในสมัยนั้น ด้วยมีหอคอยคู่ยอดแหลมที่สูงโดดเด่น สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และหลายคนบอกว่า มีลักษณะคล้ายกับ ‘โบสถ์เซนต์โจเซฟ’ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม




"เส้นทางของความเชื่อ"

                ในราวปีพ.ศ. 2469 “โบสถ์นักบุญอันนา” ได้ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ ความศรัทธาที่มีต่อศาสนาคริสต์ ทั้งจากชาวไทย ชาวเวียดนาม ชาวลาว ชาวจีน และชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในนครพนม ซึ่งนับเป็นโบสถ์คริสต์ที่สวยงามและโดดเด่นมากแห่งหนึ่งในประเทศไทยในสมัยนั้น ด้วยมีหอคอยคู่ยอดแหลมที่สูงโดดเด่น สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และหลายคนบอกว่า มีลักษณะคล้ายกับ ‘โบสถ์เซนต์โจเซฟ’ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

                    ตามประวัติความเป็นมา ทั้งที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางเอกสาร และจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในชุมชนหนองแสง นครพนม บอกไว้ว่า ในปีพ.ศ. 2424 ได้มี ‘คุณพ่อยอห์นบัปติสต์ โปรดม’ และ ‘คุณพ่อซาเวียร์ เกโก’ ซึ่งเป็นพระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศจากกรุงปารีส ได้เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บุ่งกะแทว ซึ่งปัจจุบันเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และเป็นที่ตั้งของวัดคาทอลิควัดแรกของภาคอีสาน หลังจากได้ปักหลักอยู่ที่บุ่งกะแทวไม่นานนัก ก็มีคนจากหัวเมืองทางเหนือของอีสานมาเรียนเชิญคุณพ่อทั้งสองให้ไปที่จังหวัดหนองคาย ด้วยแจ้งว่ามีชาวบ้านหลายคนอยากเข้าศาสนา คุณพ่อโปรดมจึงตัดสินใจเดินทางไปพร้อมกับคุณพ่ออัลเฟรด-มารีย์ เทโอฟิล รองแดล และครูสอนคำสอนที่ชื่อ ‘ครูทอง' โดยออกเดินทางจากจังหวัดอุบลฯ ในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2427

            ซึ่งขากลับจากจังหวัดหนองคายเพื่อเดินทางไปยังจังหวัดอุบลฯ ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2427 ก็ได้แวะพักที่จังหวัดนครพนมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ นับเป็นการเดินทางมาที่นครพนมเป็นครั้งแรก โดยจุดประสงค์ของการเดินทางในครั้งนั้น ก็เพื่อทำการสำรวจเส้นทางและวิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมถึงสถานการณ์่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการนับถือศาสนาของผู้คน เพื่อใช้วางแผนเผยแพร่คำสอนที่จะจัดขึ้นในอนาคต ซึ่งในโอกาสที่ได้มาแวะพักที่นครพนมครั้งนั้น คุณพ่อโปรดมกับคุณพ่อรองแดลก็ได้มอบคำสอนให้แก่ชาวเวียดนามที่สนใจในคริสต์ศาสนา และได้โปรดศีลล้างบาปคริสตชนชาวเวียดนามกลุ่มแรกที่นครพนมจำนวน 13 คน รวมถึงจัดพิธีให้ชาวเวียดนามรับศีลสมรสอย่างถูกต้องอีกจำนวน 4 คู่ด้วยกัน ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2426


                หลังการฉลองปัสกาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2427 คุณพ่อโปรดม คุณพ่อเกโก และครูทอง ครูเณรชาวเวียดนาม ก็ได้เดินทางจากจังหวัดอุบลฯ มายังนครพนมอีกครั้ง โดยกลุ่มคริสตชนจังหวัดนครพนมที่ได้รวมกลุ่มอาศัยอยู่แถบทางทิศใต้ของตัวเมืองนครพนมใกล้กับ “วัดป่า” ก็ได้ทำการต้อนรับคณะของคุณพ่อเป็นอย่างดี

            ต่อมาไม่นานได้มีครอบครัวชาวเวียดนามราว 4-5 ครอบครัว ได้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ และเข้าร่วมเป็นคริสตชน โดยมีครูทองเป็นผู้สอนคำสอน ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2427 คุณพ่อโปรดม และครูเณรทอง ได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกันกับนครพนม โดยมีความตั้งใจจะก่อตั้งกลุ่มคริสตชนที่นั้น และจากนั้นในเดือนมกราคม ปีพ.ศ. 2428 คุณพ่อเกโกก็ได้ปรึกษากับกลุ่มผู้นับถือ ในการย้ายคริสตชนไปอยู่ที่บ้านคำเกิ้ม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองนครพนมประมาณ 3-4 กิโลเมตร ซึ่งก็คือหมู่บ้านคำเกิ้มในปัจจุบั่นนั่นเอง


                ต่อมาเมื่อคุณพ่อโปรดมได้รับเลือกให้เป็นพระสังฆราชองค์ที่สองของมิสซังลาวในปีช่วงปีพ.ศ. 2456 ท่านก็ได้ดำเนินการก่อสร้างอาสนวิหารใหม่ โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งได้เริ่มสร้างก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี ค.ศ. 1914 หรือพ.ศ. 2457 แต่ต่อมาได้พักการก่อสร้างไปในปลายเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2457 โดยได้มอบหมายให้คุณพ่อแฟรสแนลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างต่อ ซึ่งก็ได้เริ่มสร้างอีกครั้งในปีพ.ศ. 2461 และสร้างแล้วเสร็จในช่วงกลางปีพ.ศ. 2462 ซึ่งโบสถ์นักบุญอันนา หนองแสง’ แห่งนี้ หลังการฉลองปัสกาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2427 คุณพ่อโปรดม คุณพ่อเกโก และครูทอง ครูเณรชาวเวียดนาม ก็ได้เดินทางจากจังหวัดอุบลฯ มายังนครพนมอีกครั้ง โดยกลุ่มคริสตชนจังหวัดนครพนมที่ได้รวมกลุ่มอาศัยอยู่แถบทางทิศใต้ของตัวเมืองนครพนมใกล้กับ “วัดป่า” ก็ได้ทำการต้อนรับคณะของคุณพ่อเป็นอย่างดี                 ต่อมาไม่นานได้มีครอบครัวชาวเวียดนามราว 4-5 ครอบครัว ได้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ และเข้าร่วมเป็นคริสตชน โดยมีครูทองเป็นผู้สอนคำสอน ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2427 คุณพ่อโปรดม และครูเณรทอง ได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกันกับนครพนม โดยมีความตั้งใจจะก่อตั้งกลุ่มคริสตชนที่นั้น และจากนั้นในเดือนมกราคม ปีพ.ศ. 2428 คุณพ่อเกโกก็ได้ปรึกษากับกลุ่มผู้นับถือ ในการย้ายคริสตชนไปอยู่ที่บ้านคำเกิ้ม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองนครพนมประมาณ 3-4 กิโลเมตร ซึ่งก็คือหมู่บ้านคำเกิ้มในปัจจุบั่นนั่นเอง

            ก็ได้กลายเป็นอาสนวิหารที่ยิ่งใหญ่ โดดเด่น สวยงาม และแข็งแรง เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น โดยการก่อสร้างตัวโบสถ์และโครงหลังคาได้ถูกออกแบบก่อสร้างอย่างถูกหลักเทคนิค และวัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่ได้ถูกนำมาจากเมืองไซ่ง่อน (นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) โดยจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทั้งจากคำบอกเล่าและเป็นข้อมูลทางเอกสารในสมัยนั้นเล่าว่า “ช่วงนั้นจะมีเพียงบริษัทเดินเรือบริษัทเดียวที่เดินเรือระหว่างไซ่ง่อน เวียดนาม กับเวียงจันทน์ สปป.ลาว ซึ่งจะเดินเรือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น”

            จึงสันนิษฐานได้ว่า กว่าที่โบสถ์หลังนี้จะสร้างแล้วเสร็จ ต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียว แต่ทว่า...บางครั้งความสวยงามก็มักจะมาพร้อมกับเรื่องราวที่เจ็บปวดซ่อนเอาไว้ เพราะ ‘โบสถ์นักบุญอันนา’ หนองแสงหลังที่เห็นกันในปัจจุบัน ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทนโบสถ์หลังเดิมที่ได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดในสมัยกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มอินโดจีนของฝรั่งเศส ในช่วงปี พ.ศ. 2483 หรือ ค.ศ. 1940 ซึ่งสร้างความเศร้าโศกและเสียต่อผู้ผู้มีจิตศรัทธาหลากหลายเชื้อชาติในนครพนม แต่ด้วยพลังแห่งความเชื่อ ความรัก ความศรัทธา จึงได้ร่วมใจกันสร้างโบสถ์ใหม่แห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมใจและเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนหลากหลายเชื้อชาติในนครพนม โดยได้สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่คล้ายคลึงกับอาสนวิหารหลังเก่าที่ถูกทำลายด้วยความร่วมมือร่วมใจอย่างพร้อมเพรียงของคริสตชนชาวหนองแสง ความช่วยเหลือของคริสตชนจากภาคกลาง พร้อมทั้งความสามารถของ คุณพ่ออันตน เสงี่ยม วัดหลังใหม่จึงสำเร็จลงอย่างน่าสรรเสริญ เป็นวัดที่ใหญ่โตตั้งตระหง่าน สง่างามทั้งภายนอกและภายในสมกับเป็นรองอาสนวิหารอย่างแท้จริง ได้มีพิธีเสกและเปิดอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2518 โดย พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเย อดีตประมุขมิสซังลาว, มิสซังท่าแร่และมิสซังอุบลราชธานี มิชชันนารีรุ่นที่สองผู้บุกเบิกและมีบทบาทสำคัญในพระศาสนจักรท้องถิ่นแห่งนี้



                นับเป็นความสวยงามอีกอย่างหนึ่งของชีวิตคนเรา นั่นคือการอยู่ร่วมกันได้กับความหลากหลายของผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อ เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม หรือศาสนาที่แตกต่างกัน ซึ่งที่นครพนมก็มีความสวยงามเหล่านี้ให้ได้เห็น และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีความหมายหลากหลายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน...      





















































































































































                



































































0 ความคิดเห็น

Ask OKMD AI