เมลเบิร์น เมืองที่ศิลปะและอุตสาหกรรมเติบโตไปด้วยกัน

เมลเบิร์น คือ เมืองหลวงรัฐวิคตอเรีย ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศออสเตรเลีย และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ รองจากซิดนีย์ และปี 2024 เมลเบิร์นติดอยู่ในรายชื่ออันดับ 4 ของเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ EIU Global Liveability Index
นอกจากบรรยากาศและความน่ารักของผู้คน เหตุผลที่หลายๆ คนเลือกเก็บกระเป๋ามาเที่ยวเมลเบิร์นอาจเป็นเพราะ เมืองแห่งนี้คือเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญของออสเตรเลีย ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและวัฒนธรรมอันหลากหลาย
เมลเบิร์นจึงกลายเป็นเมืองที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว นักสร้างสรรค์ และนักอุตสาหกรรมได้จากทั่วทุกมุมโลก
พื้นที่สร้างสรรค์ของทุกคน
ปี 2008 เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) ประกาศให้เมลเบิร์นเป็น ‘เมืองแห่งวรรณกรรม’ (City of Literature) ด้วยอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมการอ่านที่เฟื่องฟู
นอกจากวรรณกรรม เมลเบิร์นยังเป็นศูนย์กลางของศิลปะแขนงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี โรงละคร ศิลปะการแสดง หรือสถาปัตยกรรม เมืองนี้ยังมีโครงการที่นำความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสานกับนวัตกรรม เช่น Creative Spaces Program ที่มองหาพื้นที่ที่เหมาะสม ปลอดภัย และราคาไม่แพง ทั้งภาครัฐและเอกชนสำหรับการแสดงผลงานสร้างสรรค์ ยกตัวอย่างเช่น
- River Studios สตูดิโอที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ทำงานสร้างสรรค์
- The Pavilion ใน Fitzroy Gardens พื้นที่ศิลปะที่ตั้งอยู่ใจกลางสวนสาธารณะ
- Assembly Point และ Shop 54 (Errol St, North Melbourne) จุดรวมตัวของนักสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา
- Boyd School Studios พื้นที่ทำงานสำหรับศิลปินและนักสร้างสรรค์ในสตูดิโอแสงธรรมชาติ สามารถรองรับศิลปินและนักสร้างสรรค์จากหลายสาขา
นอกจากนี้ เมลเบิร์นยังมีศูนย์ศิลปะที่เปิดโอกาสให้ศิลปินทุกแขนงสามารถพัฒนาผลงานของตนเองได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกความสนใจ เช่น Arts House และ ArtPlay สำหรับเด็ก และ SIGNAL สำหรับเยาวชน พร้อมทั้ง Library at The Dock ที่มีบริการและห้องสำหรับการประชุม การแสดง และกิจกรรมศิลปะต่างๆ
การมีพื้นที่หลากหลายสำหรับศิลปะทำให้ศิลปินสามารถเติบโตและพัฒนาผลงานในเมืองที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์นี้ได้อย่างเต็มที่

เมืองที่สร้างโอกาสให้กับนักสร้างสรรค์
เมืองเมลเบิร์นใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือโครงการ Laneway Commissions ที่ให้ศิลปินนำงานศิลปะมาแสดงในซอกซอยต่างๆ ของเมืองตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งทำให้ซอยนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาและมีเอกลักษณ์
อีกตัวอย่างสำคัญคือโครงการ Refuge ที่ทำงานร่วมกับศิลปินและผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เช่น น้ำท่วมและโรคระบาด โครงการนี้เน้นให้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่วมมือและเข้าใจในประเด็นสำคัญของเมือง
เมลเบิร์นยังนำศิลปะมาผสมผสานกับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ทำให้เกิดการร่วมมือระหว่างศิลปิน นักออกแบบ และวิศวกรส่งเสริมให้เกิดแนวทางใหม่ๆ ในการออกแบบเมือง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงอุตสาหกรรมแฟชั่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ และสื่อดิจิทัล
รวมถึงการจัดเทศกาลใหญ่ๆ เช่น Melbourne Design Week และ Pause Fest ซึ่งดึงดูดนักสร้างสรรค์และนวัตกรจากทั่วโลก
จึงอาจบอกได้ว่า ‘เมลเบิร์น’ เป็นอีกหนึ่งประตูโอกาสที่ให้ศิลปินมาปล่อยของ และเป็นพื้นที่ทดลองให้กับนักสร้างสรรค์ทุกคน
กลยุทธ์เมืองที่ไม่ใช่แค่พูด แต่ชวนตั้งคำถาม
คำถามต่อมา คือ ทำไมเมลเบิร์นถึงผลักดันให้เมืองแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางของคนรักงานศิลป์ได้อย่างสุดทาง
คำตอบก็คือ การทำให้ศิลปะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ทำหน้าที่มากกว่าความงดงาม แต่เป็นกระบอกเสียง เป็นภาพสะท้อนให้กับสังคมผ่านการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา
ไม่ใช่แค่พูด แต่ชวนทุกคนมาตั้งคำถามและออกแบบเมืองไปด้วยกัน
อาจเป็นคำถามง่ายๆ อย่าง ‘เราจะเริ่มต้นอย่างไร’ ‘เราจะทำให้แตกต่างอย่างไร’ ‘แล้วจะใช้วิธีการแบบไหนเพื่อสร้างอะไร’
คำถามนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้คนได้ตั้งคำถาม มองหาคำตอบ และสร้างสรรค์ผลงานตามสไตล์ของตัวเอง อาจเกิดขึ้นในโรงละคร โบสถ์ บนท้องถนน หรือแม้แต่แพลตฟอร์มออนไลน์และสื่อดิจิทัล อาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละปี ก็จะสะท้อนถึงความหลากหลายของเมืองเมลเบิร์นเอง
เพราะเมื่อทุกคนเข้าใจ รู้จักคิด และตั้งคำถาม ศิลปะเลยถูกแทรกซึมและเชื่อมโยงกับเมืองในทุกมิติ ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน การออกแบบโครงสร้างเพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และตอกย้ำในการนำความคิดสร้างสรรค์มาขับเคลื่อนเมืองและเชื่อมสิ่งต่างๆ ของเมืองเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
เมืองต้นแบบของการใช้ศิลปะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
เมลเบิร์นเป็นเมืองที่พิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะและอุตสาหกรรมสามารถเดินไปด้วยกันได้จากนโยบายที่สนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์ การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือพัฒนาเมือง และการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านความร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ
เมลเบิร์นจึงเป็นเมืองต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและนักออกแบบเมืองอื่นๆ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าพัฒนาบนแนวทางของตัวเอง
ในอนาคต เมลเบิร์นจะยังคงเป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักสร้างสรรค์ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสเมืองที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจว่านี่คือ “เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์”
ข้อมูลอ้างอิง :
- City of Melbourne. (2018). City of Melbourne creative strategy 2018–2028. City of Melbourne. Retrieved from www.melbourne.vic.gov.au
- cityofliterature.com.au/about/
- creative.vic.gov.au/about/our-strategy
- www.artshouse.com.au/
- www.bangkokbiznews.com/world/1133700
- www.creativespaces.net.au/network/city-of-melbourne
- www.creativespaces.net.au/venue/boyd-school-studios
- www.melbourne.vic.gov.au/artplay
- www.melbourne.vic.gov.au/library-at-the-dock
- www.melbourne.vic.gov.au/signal
- www.unesco.org/en/creative-cities/melbourne
- www.visitmelbourne.com/features/unesco-creative-cities